“ศุภจี” ชี้ไทยอยู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เปิด 5 ความท้าทายที่ต้องเผชิญ กางแผน 3 มิติ Transform ภาครัฐ-สร้างขีดความสามารถธุรกิจ-ปั้น Future Ecosystem พร้อมเร่ง DEFA เปิดตลาดอาเซียน 600 ล้านคน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงาน KBTG TECHTOPIA ในหัวข้อ Thailand Today : Building a Runway Towards the Future ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความท้าทายจากระเบียบโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายสำคัญ 5 ด้าน หรือ 5 D ที่ต้องเร่งปรับตัว ดังนี้ 1. ภูมิรัฐศาสตร์ และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ หรือ Decoupling โลกกำลังแยกเป็นหลายขั้วอำนาจที่มีแนวคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกิดภาวะ Decoupling หรือกติกาโลกใหม่ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องหาจุดยืนที่เหมาะสมในความหลากหลายนี้ให้เจอ 2.การกระจุกตัว หรือ Diversification แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP จะเติบโต 1.9% โดยมีพระเอกหลักคือการส่งออกและการลงทุน แต่ผลประโยชน์กลับกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลผู้ส่งออกที่ลงทะเบียนราว 30,000 ราย เป็นผู้ประกอบการ SME และรายย่อยกว่า 22,000 ราย และผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้กลับสร้างรายได้ส่งออกรวมกันไม่ถึง 15% อยู่เพียง 13-14% จากยอดส่งออกรวม 11.1 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ใน 2 ตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ และจีน ถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าทั้งหมด ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยง (Diversification) ด้วยการเร่งเจรจา FTA กับยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ 3.สิ่งแวดล้อม Decarbonization วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดน่าน หิมะถล่มในเนปาล หรือไฟป่าในโครเอเชีย รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้คู่ค้าในต่างประเทศ เช่น ยุโรป ออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งไทยต้องปรับตัวตามให้ทัน 4.โครงสร้างประชากรสูงวัย หรือ Demographic Transition ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาจำนวนประชากรลดลงต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีติดต่อกัน และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ประชากรลดลงจนเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้กำลังแรงงาน (Workforce) ลดลง ภาระการดูแลผู้สูงอายุสูงขึ้น และการบริโภคภายในประเทศชะลอตัว จนต้องพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น 5.เทคโนโลยี Digital AI โดยเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นรูปแบบ K-Shape เกิดภาวะผู้ชนะและผู้แพ้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผู้ที่สามารถนำ Digital และ AI มาปรับใช้จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนผู้ที่ไม่ปรับตัวจะค่อยๆ หลุดออกจากระบบ ทั้งนี้ จากข้อมูลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันดิจิทัลของไทยจาก IMD World Digital Competitiveness Index จาก 69 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก พบว่า ด้านเทคโนโลยี ไทยอยู่อันดับที่ 29 ด้านความรู้และความเข้าใจดิจิทัล ไทยอยู่อันดับที่ 37 และ ด้านความพร้อมและทักษะของคน ไทยอยู่อันดับที่ 45 โดยไทยมีฐานด้านเทคโนโลยีแล้ว แต่ต้องเร่งพัฒนาในการนำมาช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน นอกจากนี้ ข้อมูลจาก ETDA ยังสะท้อนว่า ผู้ประกอบการ SME ของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม Digital Follower หรือยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ดิจิทัลเพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะเป็น Digital Native แต่ยังขาดการเชื่อมโยงระบบนิเวศ เพื่อก้าวเป็น Digital Champion ระดับภูมิภาค “โจทย์ใหญ่คือ โอกาสมาพร้อมโจทย์ใหญ่ ต้องสร้างพร้อมกัน ทั้ง คน โครงสร้างพื้นฐาน กติกา และพลังงาน ขฯเดียวกัน จะต้องเปลี่ยนจาก Digital Adoption สู่ Digital Transformation ที่สมบูรณ์ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ People Transformation พัฒนาคนทั้ง Skills และ Mindset , Process Transformation ใช้เทคโนโลยีมาแก้ Pain Point ของธุรกิจ และ Business Transformation ใช้เทคโนโลยีเปิดตลาดใหม่ สร้างรายได้ใหม่ และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ก้าวพ้นจากข้อจำกัดเดิม”นางศุภจี กล่าว อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ภาครัฐได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติ มิติที่ 1 Transform องค์กร ทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเชิงรุกมาขึ้น Transform ระบบงานภายใน สู่ Digital Government บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ 23 หน่วยงานเพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจ เช่น การทำแดชบอร์ดบริหารจัดการพืชผลทางการเกษตร (ข้าว) และการตรวจสอบนอมินี/การจดทะเบียนบริษัทเสี่ยง โดยเชื่อมฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งชาติ และข้อมูลบัญชีม้าจาก ธปท. กว่า 98,000 รายชื่อ ซึ่งช่วยลดการจดทะเบียนบริษัทที่มีความเสี่ยงได้มากกว่า 81% เป็นต้น มิติที่ 2 สร้าง Capability ให้เปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจ และการ Scale Up สร้าง Skills ที่นำไปใช้ทำธุรกิจได้จริง มิติที่ 3 สร้าง Future Ecosystem ให้ธุรกิจเชื่อมต่อและเติบโต รวมถึง Infrastructure ที่เชื่อมโยงกันเพื่อให้ธุรกิจทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุน นอกจากนี้ ยังเน้นนโยบายสองทิศทาง คือ Inbound & Outbound ด้วย โดย Inbound จะต้องปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบเดิมไปสู่ Tourism Economy / Musical Economy ดึงดูดกลุ่มผู้ป่วย กลุ่มนักเรียน และกลุ่มหนีหนาวมาพำนักระยะยาว รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Tech Talent Destination ดึงคนเก่งด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาช่วยเสริมกำลังแรงงานไทยที่ลดลง ส่วนOutbound จะต้องเร่งขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งไทยเป็นประธานในการเจรจา หากสำเร็จจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าจากประชากรไทยไม่ถึง 70 ล้านคน สู่ ตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน โดยใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลและกฎระเบียบเดียวกันทั้ง 10 ประเทศเป็นแห่งแรกของโลก อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |