15 May 2026 17:33L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการL&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 69 17:32 น. L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการ สู้ศึกสินค้าจีน ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า วางเป้ารายได้โต 15 - 20% ตุน Backlog แกร่ง 1,300 ล้านบาทบมจ. ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ (L&E) ผู้นำธุรกิจไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ประกาศกลยุทธ์ การรับมือเศรษฐกิจชะลอตัวและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมเจาะตลาดราชการ ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า เสริมความแข็งแกร่งด้านฐานการผลิตด้วยโรงงาน LEM และ LES พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 15-20% พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งของมูลค่างานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่ระดับ 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ล่าสุดประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลง 6% ขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40%นายอนันต์ กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลาง และสินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย เพื่อรับมือกับการทะลักเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “QISSS Way” (Quality, Innovation, Service, Speed, and Sustainability) เป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักในการเข้าถึงงานประมูลภาครัฐและโครงการเอกชนที่เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ช่วยเสริมเกราะป้องกันจากสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากงานราชการ ด้วยสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นพระเอกช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในขณะนี้ ปัจจุบันสัดส่วนงานราชการอยู่ที่ 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่งานภาคเอกชนสัดส่วนอยู่ที่ 60%บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยศักยภาพจากโรงงาน LEM และ LES ซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับ Mass Manufacturing ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับกระบวนการผลิตตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ L&E สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ในระดับสากลขณะที่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ L&E ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มคลังสินค้าอัจฉริยะ อาคารสำนักงานที่เน้นความยั่งยืน และงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกบริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก Backlog ที่แข็งแกร่งราว 1,300 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโครงการบางส่วนที่เลื่อนรับรู้รายได้จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าในศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ“บริษัทฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกและการสร้างความยืดหยุ่นในทุกมิติของธุรกิจ จะทำให้ L&E สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ได้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่างที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง” นายอนันต์ กล่าวสำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 29 ล้านบาท หรือลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากราคาขายต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง รวมถึงสัดส่วนการขายสินค้าที่มีราคาสูงลดลง ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำลง แม้คุณภาพบางด้านจะลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายของสินค้ากลุ่ม Manufacturing Focus ซึ่งบริษัทพัฒนาจนสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และสินค้ากลุ่ม Smart Driver ที่บริษัทขายผ่านพันธมิตรไปยังตลาดอเมริกา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบริษัทมีขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40% เป็นผลจากกำไรขั้นต้นจากการขาย รวมรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 14.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% แม้ยอดขายจะลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 32.8% ในปี 2568 เป็น 37.2% ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 2.6 ล้านบาทโดยค่าใช้จ่ายในการขายและให้บริการรวมดอกเบี้ยจ่ายลดลง 0.5 ล้านบาท หรือลดลง 0.2% สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 1.8 ล้านบาท เพราะมีเงินกู้ยืมจากธนาคารลดลง 41.3 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยได้ปรับตัวลดลงจาก 4.61% ในปี 2568 เป็น 4.10% ในปี 2569 ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 0.8 ล้านบาท efinAIRelated Topicsข่าวเด็ดบจ.
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 69 17:32 น. L&E กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมลุยเจาะตลาดราชการ สู้ศึกสินค้าจีน ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า วางเป้ารายได้โต 15 - 20% ตุน Backlog แกร่ง 1,300 ล้านบาทบมจ. ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ (L&E) ผู้นำธุรกิจไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ประกาศกลยุทธ์ การรับมือเศรษฐกิจชะลอตัวและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก กางแผนปรับกลยุทธ์เพิ่มรายได้ รุกงานนวัตกรรมเจาะตลาดราชการ ชูกลยุทธ์ QISSS Way และมาตรฐาน MiT สกัดสินค้ากลุ่มนำเข้า เสริมความแข็งแกร่งด้านฐานการผลิตด้วยโรงงาน LEM และ LES พร้อมเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 15-20% พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งของมูลค่างานในมือ (Backlog) ปัจจุบันที่ระดับ 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ล่าสุดประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลง 6% ขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40%นายอนันต์ กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลาง และสินค้าจากจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย เพื่อรับมือกับการทะลักเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “QISSS Way” (Quality, Innovation, Service, Speed, and Sustainability) เป็นอาวุธสำคัญในการสร้างความแตกต่าง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักในการเข้าถึงงานประมูลภาครัฐและโครงการเอกชนที่เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ช่วยเสริมเกราะป้องกันจากสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากงานราชการ ด้วยสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นพระเอกช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในขณะนี้ ปัจจุบันสัดส่วนงานราชการอยู่ที่ 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่งานภาคเอกชนสัดส่วนอยู่ที่ 60%บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยศักยภาพจากโรงงาน LEM และ LES ซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับ Mass Manufacturing ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับกระบวนการผลิตตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ L&E สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ในระดับสากลขณะที่สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ L&E ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มคลังสินค้าอัจฉริยะ อาคารสำนักงานที่เน้นความยั่งยืน และงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกบริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก Backlog ที่แข็งแกร่งราว 1,300 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโครงการบางส่วนที่เลื่อนรับรู้รายได้จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าในศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ“บริษัทฯ เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกและการสร้างความยืดหยุ่นในทุกมิติของธุรกิจ จะทำให้ L&E สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ได้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่างที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง” นายอนันต์ กล่าวสำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและบริการ 485 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 29 ล้านบาท หรือลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากราคาขายต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง รวมถึงสัดส่วนการขายสินค้าที่มีราคาสูงลดลง ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำลง แม้คุณภาพบางด้านจะลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายของสินค้ากลุ่ม Manufacturing Focus ซึ่งบริษัทพัฒนาจนสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และสินค้ากลุ่ม Smart Driver ที่บริษัทขายผ่านพันธมิตรไปยังตลาดอเมริกา มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบริษัทมีขาดทุนสำหรับงวด 21.1 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากปีก่อนหน้า 14.2 ล้านบาท หรือปรับตัวดีขึ้น 40% เป็นผลจากกำไรขั้นต้นจากการขาย รวมรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 14.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% แม้ยอดขายจะลดลง 6% สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 32.8% ในปี 2568 เป็น 37.2% ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสัดส่วนการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 2.6 ล้านบาทโดยค่าใช้จ่ายในการขายและให้บริการรวมดอกเบี้ยจ่ายลดลง 0.5 ล้านบาท หรือลดลง 0.2% สาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 1.8 ล้านบาท เพราะมีเงินกู้ยืมจากธนาคารลดลง 41.3 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยได้ปรับตัวลดลงจาก 4.61% ในปี 2568 เป็น 4.10% ในปี 2569 ภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น 0.8 ล้านบาท