Jollibee ประกาศแผนแยกธุรกิจต่างประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
Jollibee Foods Corp หรือ JFCI ผู้ประกอบการฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่จากฟิลิปปินส์ ประกาศแผนแยกธุรกิจในต่างประเทศและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องออกไปจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยบริษัทจะตั้งหน่วยธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย พร้อมแต่งตั้ง Richard Shin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและความเสี่ยงคนปัจจุบัน ขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทใหม่ ขณะที่เขายังคงดำรงตำแหน่งเดิมจนกว่ากระบวนการแยกบริษัทจะเสร็จสมบูรณ์
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้บริษัทเคยส่งสัญญาณว่าอาจเลือกจดทะเบียนในสหรัฐฯ แต่สุดท้ายฮ่องกงกลับกลายเป็นตัวเลือกหลัก เนื่องจากบริษัทมองว่าเป็น “ตลาดธรรมชาติ” สำหรับธุรกิจต่างประเทศของ Jollibee เพราะมีฐานผู้บริโภคและนักลงทุนที่คุ้นเคยกับแบรนด์ในเอเชียมากกว่า อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทเปรียบเทียบกับผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคได้สะดวกขึ้น
เหตุผลที่ฮ่องกงกลายเป็นตัวเลือกหลัก
Jollibee ระบุว่าการจดทะเบียนในฮ่องกงจะช่วยให้เข้าถึงนักลงทุนเอเชียได้ตรงกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ แม้จะมีสภาพคล่องสูงและนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก แต่การอยู่ใกล้แหล่งรายได้หลักอย่าง เวียดนาม เกาหลีใต้ และตลาดเอเชียอื่น ๆ อาจสะท้อนมูลค่าธุรกิจได้เหมาะสมกว่า
นักวิเคราะห์จาก Unicapital Securities มองว่านักลงทุนในเอเชียจะเข้าใจแบรนด์และโมเดลธุรกิจของ Jollibee ได้ดีกว่า ซึ่งอาจช่วยเพิ่ม สภาพคล่อง และสนับสนุนการประเมินมูลค่าของธุรกิจต่างประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีพอร์ตแบรนด์หลากหลายทั้งในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ธุรกิจต่างประเทศของ Jollibee มีแบรนด์ใดบ้าง
พอร์ตธุรกิจต่างประเทศของ Jollibee ครอบคลุมแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มหลายแห่งในเอเชีย ได้แก่
- Coffee Bean & Tea Leaf ถือหุ้น 80%
- Compose Coffee ในเกาหลีใต้ ถือหุ้น 70%
- SuperFoods Group ในเวียดนาม ถือหุ้น 60%
- Milksha ในไต้หวัน ถือหุ้น 51%
- แบรนด์ในจีนอย่าง Yonghe King และ Hong Zhuang Yuan
การแยกธุรกิจเหล่านี้ออกมาตั้งบริษัทใหม่จึงมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนศักยภาพการเติบโตของสินทรัพย์นอกฟิลิปปินส์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และอาจช่วยเปิดทางให้บริษัทเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการขยายสาขาในภูมิภาคได้ง่ายกว่าเดิม
ผลกระทบต่อนักลงทุนและภาพรวมตลาดเอเชีย
ในมุมของตลาดทุน การเลือกจดทะเบียนในฮ่องกงแทนสหรัฐฯ สะท้อนความมั่นใจของบริษัทฟิลิปปินส์ต่อ ตลาดทุนเอเชีย และแนวโน้มเงินทุนที่ยังมองหาโอกาสเติบโตในภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ยังมีอุปสงค์ค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน
สำหรับผู้ลงทุนในเอเชีย ข่าวนี้อาจช่วยหนุนความสนใจต่อหุ้นกลุ่มผู้บริโภคในภูมิภาค เพราะการมีตลาดรองรับในฮ่องกงอาจทำให้การซื้อขายหุ้นของธุรกิจต่างประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น ขณะที่ประเด็นการประเมินมูลค่าและสภาพคล่องยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจะจับตาอย่างใกล้ชิด
มุมมองต่อไทยและสินทรัพย์ทางเลือก
แม้ Jollibee ยังไม่มีธุรกิจโดยตรงในไทย แต่การขยายอิทธิพลในเวียดนาม จีน และตลาดเอเชียอื่น ๆ สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาค ซึ่งผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการแข่งขันด้านแบรนด์ ซัพพลายเชน และพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต
ด้านตลาดหุ้น Jollibee ในฟิลิปปินส์เคยร่วงลงมากกว่า 30% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ จากผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตาม ข่าวการจดทะเบียนครั้งนี้ช่วยหนุนราคาหุ้นขึ้น 2.3% มาอยู่ที่ 153 เปโซ หรือราว 2.45 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความหวังเชิงบวกของตลาดต่อแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ
สำหรับนักลงทุนที่มองหาทางเลือกนอกเหนือจากหุ้นไทย ข่าวนี้อาจเป็นสัญญาณให้จับตา หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในเอเชีย มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ถือทองคำหรือสินทรัพย์ปลอดภัยก็อาจใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะหากตลาดฮ่องกงกลับมาคึกคักจากดีลลักษณะนี้ในอนาคต
สรุป: การแยกธุรกิจต่างประเทศของ Jollibee เพื่อเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนยุทธศาสตร์ขยายฐานทุนในเอเชีย พร้อมเพิ่มโอกาสประเมินมูลค่าและสภาพคล่องให้ธุรกิจนอกประเทศของบริษัท