| IAA คาด SET ปี 70 เป้าหมายเฉลี่ย 1,727 จุด มอง AI-Fund Flow และกำไร บจ.เป็นแรงหนุน ฟากบล.กสิกรไทยให้เป้า SET ปีหน้า 1,680 จุด พร้อมประเมินน้ำท่วมปลายก.ย.69 รอบแรกเสียหายไม่เกิน 1 หมื่นลบ. กด GDP 0.03-0.1% จับตาน้ำเหนือระลอก 2 อาจกระทบเพิ่ม นายสมบัติ นราวุฒิชัย, IAA เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จำนวน 25 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2569 (สำรวจก่อนสถานการณ์น้ำท่วม) โดยผลสำรวจสะท้อนว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปียังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Supply Chain ของ AI ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน กระแสเงินทุนจากต่างประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญยังมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาน้ำมันโลก ภายใต้สมมติฐานหลัก โดยคาดว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 88.12 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล, สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.9% และผู้คาดสูงสุดที่ 2.5% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.20% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.93% (ก.ค.69) ขณะที่ GDP ปี 2570 เฉลี่ย 2.07%, Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18%, Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.47% ปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนในไตรมาส 4/69 ปัจจัยบวก นำโดย กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Supply Chain ของ AI ซึ่งมีผู้ตอบร้อยละ 96 รองลงมาคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปี 2569 ร้อยละ 88 กระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flows) ร้อยละ 80 และเศรษฐกิจภายในประเทศร้อยละ 76 ส่วนปัจจัยลบ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดย สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอล และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบสูงสุดเท่ากันที่ร้อยละ 84 รองลงมาคือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ร้อยละ 80 สะท้อนว่าความผันผวนจากต่างประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงปลายปี มอง SET ปีนี้ ปิด 1,680 จุด ส่วนเป้า SET ปี 70 ที่ 1,727 จุด • ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 100 มองว่าจะคงที่ที่ 1% (ณ ปัจจุบัน 1 ตุลาคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%) • ด้านประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 2569 เฉลี่ย อยู่ที่ 103.38 บาท ขณะที่ EPS ปี 2570 เฉลี่ยอยู่ที่ 104.29 บาท และคาดว่า EPS Growth ปี 2569 เฉลี่ย 16.41% สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน • ด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยในไตรมาส 4 แกว่งตัวในกรอบ 1537 ถึง 1683 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1,680 จุด และประเมินเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2570 อยู่ที่ 1,727 จุด นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.02% o กองทุนตราสารหนี้ 18.02% o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30% o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 24.79% o ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.21% o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.96% โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI, Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น Data Center ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลี/จีน) ควบคู่กับกลุ่ม Cyber Security และ Healthcare/Wellness ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ NVDA80, AAPL80, AMD80, GOOG80 และ MRVL80 สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดการท่องเที่ยว กลุ่มท่องเที่ยว การแพทย์ธนาคาร โรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค พาณิชย์/ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์ 5 หุ้นนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป (เรียงชื่อตามอักษรย่อ) 1. BDMS ได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มรายได้และกำไรที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการเข้าสู่ High Season ของโรคตามฤดูกาล การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และจำนวนเคสรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงาน 2. KBANK ได้แรงหนุนจากแนวโน้มสินเชื่อที่กลับมาเติบโตตามวัฏจักรการลงทุน และ Data Center ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงมีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยผู้ตอบบางรายมองถึงการฟื้นตัวของ NIM เป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม 3. DELTA ได้รับความสนใจจากแนวโน้มการเติบโตตาม Megatrend ด้าน AI ขณะที่ผู้ตอบบางรายมองว่าระดับราคาหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับการเข้าลงทุน 4. GULF มีโอกาสเติบโตระยะยาวจากการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโอกาสจาก Direct PPA, PDP 2026 และความต้องการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต 5. CRC มีแรงสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างและพอร์ตธุรกิจ การขยายสาขา Tops และการขยายธุรกิจในเวียดนาม รวมถึงการเข้าซื้อ Maxvalu ซึ่งช่วยเร่งการขยายเครือข่าย ขณะที่ธุรกิจยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยว สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นใน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จากความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน แนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและค่าการกลั่น รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และการแทรกแซงของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ระมัดระวัง หุ้นสายการบิน ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมันและภาระหนี้ รวมถึง หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัว ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น 1. เสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ พลังงาน ระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและดำเนินโครงการลงทุนที่มีความพร้อมและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน 2. เสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน สนับสนุน SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำนวัตกรรมมาใช้ พร้อมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, New Economy และ New S-Curve รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดและการดึงดูดการลงทุนใน Data Center 3. เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐและลดการพึ่งพามาตรการแจกเงินในวงกว้าง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานทั้ง Upskill และ Reskill รวมถึงการเพิ่มการจ้างงานและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ยังเสนอให้ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านมาตรการ TISA รวมถึงการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศ บล.กสิกรไทย มองน้ำท่วมกระทบศก. 1 หมื่นลบ. กด GDP ลบ 0.03-0.1% ชู SET เป้าปี 70 ที่ 1,680 จุด นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ, IAA ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมปลายเดือนกันยายน ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและ SET คาดว่าในช่วงกรอบ 7 วัน มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ประมาณ -0.03% ถึง -0.1% ซึ่งหากเดิมคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% จะเหลือประมาณ 1% ปลายๆ อย่างไรก็ตามยังต้องมอนิเตอร์การระบายน้ำเหนือระรอก 2 ในช่วงต้นเดือนตุลาคม หากมีมวลน้ำซ้ำเข้ามาอีกรอบ อาจทำให้ผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเป้าหมายดัชนี SET ได้ Rollover เป้าหมายไปใช้สิ้นปี 2570 เป็น 1,680 จุด โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมกลางปีหน้าที่ 1,620 จุด ด้านกำไรตลาด (EPS) ปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 110 บาท ถือเป็นปีพิเศษเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และสเปรดปิโตรเคมีสูงขึ้น ทำให้กำไรกลุ่มพลังงานปรับขึ้นจากปกติที่อยู่ราว 90 บาท ส่วนปีหน้าคาดว่ากำไรตลาดจะลดลงประมาณ 5% เหลือราว 105 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ในโซน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ไม่ได้พุ่งทะลุ 120-130 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว ทั้งนี้แนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่ากำไรจะลดลงเมื่อเทียบฐานสูงจากช่วงไตรมาส 2/69 เนื่องจากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาทมีการใช้ออกไปเพียงเล็กน้อย ประกอบกับมีปัจจัยน้ำท่วมเข้ามาหักล้าง แนะกลยุทธ์การลงทุนเน้นใช้จังหวะตลาดย่อตัวเป็นโอกาสตั้งรับ และเน้นเลือกหุ้นที่มีกำไร (Earnings) แข็งแกร่ง สำหรับแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มองว่ายอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติ YTD ยังคงเป็นบวกประมาณ 20,000 ล้านบาท (ลดลงจากต้นปีที่เคยบวกสูงถึง 70,000 ล้านบาท หลังโดนขายออกไปราว 50,000 ล้านบาทใน 2 เดือนที่ผ่านมา) โดยแรงขายในระยะสั้นเกิดจากการปรับพอร์ตทำกำไร (Take Profit) ตามดัชนีและค่าเงินที่ปรับตัวขึ้นมา รวมถึงความกังวลเรื่องผลกระทบน้ำท่วมกดดัน GDP ทั้งนี้ให้ติดตามการ Rebalance ของ MSCI ในเดือนพฤศจิกายน เกี่ยวกับประเด็นการถอดประเทศอินโดนีเซียออกหรือไม่
บล.กสิกรไทยแนะหุ้นเด่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์บวกอย่างมากจากรอบการลงทุน Data Center และ AI ในช่วง 1-2 ปีนี้ แนะนำ DELTA, KCE, HANA กลุ่มสาธารณูปโภค / โรงไฟฟ้า สอดคล้องกับธีม Investment Cycle (Data Center & AI) แนะนำ GULF ซึ่งได้ประโยชน์ทุกทาง ทั้งแผน PDP 2026 การปรับพอร์ตไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable) ที่ได้เมกะวัตต์สูงสุด และการขยายสู่ Data Center และ BGRIM ลุ้นการเทิร์นอะราวด์ในปีหน้า จากการเริ่มรับรู้รายได้จาก Data Center กลุ่มธนาคาร แม้ Valuation จะเริ่มตึงตัว จนเริ่มมีแรงขาย แต่ยังจ่ายปันผลสูงระดับ 6-7%) และได้อานิสงส์จาก Investment Cycle แนะ KTB, KKP นอกจากนี้แนะนำกลุ่มโรงแรมรับไฮซีซันไตรมาส 4 โดยมอง AWC, CENTEL |