ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 645 จุด กลุ่มเทคฯ บวกนำตลาด ก่อนประกาศงบ Nvidia

รูป ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 645 จุด กลุ่มเทคฯ บวกนำตลาด ก่อนประกาศงบ Nvidia

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 พ.ค. 69 6:07: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมารีบาวด์ปิดบวกถ้วนหน้าในวันพุธ (20 พ.ค.) หลังเผชิญแรงเทขายติดต่อกันสามวัน ท่ามกลางความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิปที่เพิ่มขึ้นก่อนการรายงานผลประกอบการของ Nvidia หลังปิดตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,009.35 จุด เพิ่มขึ้น 645.47 จุด (+1.31%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,432.97 จุด เพิ่มขึ้น 79.36 จุด (+1.08%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,270.36 จุด เพิ่มขึ้น 399.65 จุด (+1.55%)

นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบการเงิน 2027 ของ Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ โดยรายงานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความต้องการใช้จ่ายด้าน AI ว่าจะยังคงแข็งแกร่งพอที่จะรองรับมูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่

แครอล ชลีฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของ BMO Private Wealth กล่าวว่า “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงธีม AI ขับเคลื่อนตลาดอีกครั้งในวันนี้ ต่างจากวานนี้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้น โดยหันไปมาปัจจัยหนุนจาก AI อันที่จริง ถือว่าค่อนข้างผิดปกติ เพราะปกติแล้วตลาดมักจะนิ่ง ๆ เพื่อรอดูผลประกอบการของ Nvidia ที่จะออกมา แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นและมองบวกกันมาก”

ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่มีข้อยุติ ได้ฉุดให้ดัชนีของสหรัฐฯ ลดลงในช่วงสามวันที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะซ้ำเติมเงินเฟ้อจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย

โดยในวันพุธ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยว่า การแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดีที่จะรอคำตอบที่ถูกต้องจากอิหร่านอีกสองสามวัน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุว่าการเจรจากับอิหร่านอยู่ในช่วงท้ายแล้ว

ตลาดยังได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปีที่ลดลงในวันพุธ หลังจากพุ่งขึ้นติดต่อกันสามวันจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน

ขณะที่รายงานการประชุมครั้งล่าสุดของเฟดแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นที่ระบุว่า ธนาคารกลางควรเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี หลังการประชุม การคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธ.ค. มีความผันผวน ส่วนข้อมูลล่าสุดจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้นลดลงมาอยู่ที่ 36.8% จาก 42% ในวันอังคาร

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- หุ้น Nvidia ปิดบวก 1.3% ขณะที่การซื้อขายนอกเวลาทำการเป็นไปอย่างผันผวน หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่สองสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ พร้อมทั้งประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์

- ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียพุ่งขึ้น 4.5% ก่อน Nvidia ประกาศผลประกอบการ โดยหุ้นที่พุ่งแรง ได้แก่ Astera Labs พุ่งขึ้น 17.7% และหุ้นของ ARM Holdings ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ทะยานขึ้น 15%

- หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่พุ่งขึ้นมากที่สุด (+2.5%) ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยี (+2.5%) ขณะที่กลุ่มพลังงานร่วงลง (-2.6%)

- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงเกือบ 1% โดยถูกกดดันจากหุ้น Target บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ ที่ร่วงลง 3.9% หลังเตือนถึงปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าก็ตาม ส่งผลให้หุ้น Walmart ในกลุ่มเดียวกันร่วงตามไปด้วย ปิดตลาดลดลง 2.5% โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันนี้

- หุ้นกลุ่มสายการบิน ประกอบด้วย Delta Air Lines, United Airlines, Southwest Airlines และ Alaska Air เพิ่มขึ้นประมาณ 6-10% หลังราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม

- หุ้น Carnival Corp และ Norwegian Cruise Line Holdings บริษัทเรือสำราญ บวกนำกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยพุ่งขึ้น 8% ทั้งสองหุ้น

- หุ้น Intuit ร่วงลง 3.9% หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างบันทึกภายในว่า บริษัทเตรียมปลดพนักงานประมาณ 3,000 คน

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,730 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,550 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.39 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 220 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 119 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 3,711 ตัว และหุ้นลบ 1,144 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.24 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 19 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 15 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 51 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 180 ตัว

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai