| ดัชนีแนสแดคและ S&P 500 ปิดลบในวันจันทร์ (18 พ.ค.) จากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น และราคาน้ำมันที่ยังสูงอยู่สะท้อนความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,686.12 จุด เพิ่มขึ้น 159.95 จุด (+0.32%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,403.05 จุด ลดลง 5.45 จุด (-0.07%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,090.73 จุด ลดลง 134.41 จุด (-0.51%) ดัชนีแนสแดค และ S&P 500 ปิดลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนพักการซื้อขายหลังจากตลาดพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) พุ่งขึ้นกว่า 18% จากระดับปิดของวันที่ 30 มี.ค. ซึ่งดัชนีทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ในเวลาเดียวกัน ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้น 28% จากกระแสความสนใจในหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งบดบังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2025 จากความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นหลังการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาส 36.7% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อนแรงเกินคาด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปิดบวกกว่า 3% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันได้ลดช่วงบวกลงหลังปิดตลาด ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดช่วงลบลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าได้ระงับแผนโจมตีอิหร่านออกไปเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน หลังจากอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้งหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง เบิร์นส์ แมคคินนีย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก NFJ Investment Group กล่าวว่า ดูเหมือนว่าปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนตลาดในแต่ละวันคือราคาน้ำมัน โดยตัวแปรหลักคือการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาวทำให้อนาคตของเงินเฟ้อหลุดกรอบการควบคุม พร้อมเสริมว่าบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในระยะยาว เช่น กลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นกลุ่มชิปที่เคยพุ่งแรง แมคคินนีย์ระบุว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นดูเหมือนจะมองบวกและเชื่อมั่นในประธานาธิบดีมากกว่านักลงทุนในตลาดพันธบัตร ทุก ๆ ครั้งที่มีข่าวลือเรื่องการบรรลุข้อตกลงในอิหร่าน ราคาหุ้นก็กลับมาพุ่งขึ้นอีก พวกเขาเชื่อข่าวลือเหล่านั้นแล้วสุดท้ายก็ต้องผิดหวังเพราะสถานการณ์ยังคงชะงักงันอยู่เช่นเดิม ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 0.97% โดยหุ้นกลุ่มชิปถ่วงดัชนี ขณะที่ ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) ปิดลบ 3.3% - หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยบวก 1.8% - หุ้น Nvidia ร่วงลง 1.3% และฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพุธนี้ - หุ้น Walmart ปรับตัวขึ้น 1.4% โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยบ่งชี้แนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ รับมือกับราคาน้ำมันที่สูงและเงินเฟ้ออย่างไร - หุ้น Dominion Energy พุ่งขึ้น 9.4% หลังจากบริษัทพลังงาน NextEra Energy แถลงว่าจะเข้าซื้อกิจการของบริษัทสาธารณูปโภคดังกล่าวในข้อตกลงซื้อขายเป็นหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 66,800 ล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นของ NextEra Energy ร่วงลง 4.6% - หุ้นของ Regeneron ดิ่งลง 9.8% หลังการทดลองในขั้นสุดท้ายสำหรับยารักษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาขั้นรุนแรงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,860 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,360 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.09 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 167 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 152 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,238 และหุ้นลบ 2,637 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.18 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 21 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 13 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 53 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 151 ตัว ที่มา Reuters |