BAM เดินหน้าปิดดีลพันธมิตรใหม่ 4 ราย ตั้งเป้าลดสำรองปีนี้เหลือ 1.5 พันลบ.-กำไร 2 พันลบ.

รูป BAM เดินหน้าปิดดีลพันธมิตรใหม่ 4 ราย ตั้งเป้าลดสำรองปีนี้เหลือ 1.5 พันลบ.-กำไร 2 พันลบ.

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 พ.ค. 69 10:37 น.

BAM ประกาศแผนปีนี้ ตั้งเป้ากำไรสุทธิ 2 พันลบ. พร้อมนโยบายคุมตั้งสำรองไม่ให้เกิน 1.5 พันลบ. จาก 2.1 พันลบ.ปีก่อน เดินหน้าเสริมพันธมิตรร่วมทัพ 4 ราย คาดปิดดีลปีนี้ 2 ราย มูลค่าทรัพย์รวม 1.6 หมื่นลบ. ส่วนอีก 2 รายอยู่ระหว่างเจรจา ด้านราคาหุ้นเชื่อพื้นฐานมีทิศทางดีขึ้น โดยปรับแผนจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง ดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่และกลุ่มผู้เกษียณอายุวางเป้าเป็นหุ้นมีเสถียรภาพและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) BAM เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ากำไรสุทธิไว้ที่ 2,000 ล้านบาท แม้ในไตรมาสที่ 1 จะทำกำไรได้เพียง 217 ล้านบาท แต่เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถทำกำไรได้ดีต่อเนื่อง คาดว่าไตรมาส2/69 จะทำกำไรได้ประมาณ 500 ล้านบาท

ไตรมาส 3/69 กำไรจะเติบโตเป็น 700 ล้านบาท และไตรมาสสุดท้ายของปีคาดว่าจะทำได้อีก 700 ล้านบาท ส่วนการตั้งสำรองปีนี้ตั้งเป้าคุมการตั้งสำรองไม่ให้เกิน 1,500 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 2,100 ล้านบาท

ขณะที่มีเป้าหมายผลเรียกเก็บเงินสดรวม 17,900 ล้านบาท แบ่งเป็นการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ประมาณ 10,000 ล้านบาท และการบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ราว 7,900 ล้านบาท โดยจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การบริหาร NPL และ NPA อย่างเข้มข้น การลงทุนพัฒนาระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์ม e-Marketplace เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการบริการลูกค้า และการพัฒนาบุคลากรสู่รูปแบบ Hybrid Talent รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอนาคต

" ปัจจุบัน BAM มีสินทรัพย์ในพอร์ตมากกว่า 100,000 รายการ แบ่งเป็น NPA ประมาณ 30,000 รายการ และ NPLราว 70,000 รายการ ถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างรายได้และสนับสนุนภารกิจการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว" ดร.รักษ์ กล่าว

** จ่อเซ็นพันธมิตรอีก 4 ราย คาดเซ็นปีนี้ 2 รายมูลค่าทรัพย์ 1.6 หมื่นลบ.

ดร.รักษ์ กล่าวว่า ในปีนี้ BAM ยังมีแผนการหาพันธมิตรเข้ามาเสริมทัพธุรกิจยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะ JV กับพันธมิตรอีก 4 ราย โดย 2 รายแรกคาดว่าจะเจรจาสำเร็จในปีนี้ มีมูลค่าทรัพย์รายละ 8 พันล้านบาท รวม 16,000 ล้านบาท ส่วนอีก 2 ราย เป็นสถาบันการเงินแห่งใหญ่ ในลักษณะ JVAMC ซึ่งปัจจุบัน BAM ประสบความสำเร็จในการ JVAMCs กับ ธนาคาร ออมสิน และ ArunAMC กับธนาคารกสิกรไทย

โดยปีนี้โครงสร้างรายได้ของ BAM จะเน้นการขายทรัพย์ขนาดกลาง ประมาณ 50-300 ล้านบาทให้มากขึ้น แทนการพึ่งพาการขายทรัพย์ชิ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว และต้องการปรับสัดส่วนกำไรให้มาจากพันธมิตรเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในอนาคต

ส่วนราคาหุ้นที่ในขณะนี้ดูเหมือนจะยังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งนั้น BAM มีแผนเดินสายโรดโชว์กับสถาบันการเงินและนักวิเคราะห์ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับเข้ามาลงทุน ซึ่งขณะนี้พื้นฐาน BAM ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยหนี้สินต่อทุน ( D/E ) ล่าสุดลดลงจากเดิม 9 หมื่นล้าน เหลือเพียง 7 หมื่นล้าน ลดลงต่ำสุดในธุรกิจ AMC

นอกจากนี้ BAM ยังมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลถึง 90% จากในอดีตจ่ายเฉลี่ยที่ 70% และมีนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้งเพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหญ่และกลุ่มเกษียณ เพื่อวางเป้าหมายเป็นหุ้นมีเสถียรภาพและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

** เดินหน้าช่วยลูกหนี้ผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM”

ล่าสุด BAM เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหนี้เสียในระบบการเงิน เพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังเปราะบาง

โครงการดังกล่าวเปิดรับลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน และมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งสินเชื่อที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน โดยกำหนดทางเลือกช่วยเหลือทั้งการปิดบัญชีด้วยการชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 70% ของเงินต้นคงเหลือภายใน 60 วัน โดยไม่คิดดอกเบี้ย และการผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 ปีแรก พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี ภายใต้เงื่อนไขของบริษัท

ขณะเดียวกัน BAM ยังขยายบทบาทในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน ผ่านการจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) โดยเฉพาะการเจาะกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ประจำและมีศักยภาพในการผ่อนชำระระยะยาว โดยบริษัทได้ปรับเพดานราคาทรัพย์ที่ทำตลาดจากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มดังกล่าว

พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง อาทิ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคลากรภาครัฐสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

ทั้งนี้ BAM มองว่าตลาดบ้านมือสองยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ซื้อสามารถเลือกใช้ทางเลือกด้านการเงินที่ยืดหยุ่นมากกว่าการซื้อบ้านใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในการช่วยเพิ่มโอกาสการมีบ้านเป็นของตนเอง และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของสินทรัพย์ในระบบเศรษฐกิจ

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


Related Topics

Reporting by

พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

Executive Editor, efinanceThai

Reported by

Jumnian Porntaveesup

Jumnian Porntaveesup

Senior Reporter, efinanceThai