| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 28 พ.ค.69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 39.50 | | บล.พาย | ถือ | 33.00 | | บล.กรุงศรี | Neutral | 32.50 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 30.50 | | บล.เอเซียพลัส | Trading | 30.50 | สรุปปัจจัยบวก + ทิศทางผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ขยายตัวดีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คาดกำไรปกติและรายได้ฟื้นตัวเด่นจากปัจจัยหนุนตามฤดูกาล โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดช่วยหนุนยอดขายเครื่องดื่มในประเทศ และสินค้า Beauti drinks กลับมาจำหน่ายตามปกติหลังปรับฉลากเสร็จ (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) + คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ราว 220 ล้านบาท เติบโตเด่นพุ่งขึ้นถึง +51% QoQ (บล.พาย) + ตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่เติบโตได้ดี โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ขยายช่องทาง Modern Trade และช่องทางออนไลน์ (Amazon), ตลาดอินเดียที่มีพื้นที่เติบโตสูง (ครอบคลุมช่องทางจำหน่ายเพียง 10%), และฟิลิปปินส์ รวมถึงตลาดยุโรปที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) + แผนการเพิ่มตัวแทนจำหน่าย (Distributor) รายใหม่รายที่ 2 ในประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะเริ่มรับรู้ผลและเข้ามาช่วยฟื้นฟู-หนุนยอดขายได้อย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) เป็นต้นไป (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.พาย) + การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น (1Q69 อยู่ที่ 55% เทียบกับ 1Q68 ที่ 50%) รวมถึงอานิสงส์จากเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่า จะเข้ามาช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน (บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) + บริษัทคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปี 2569 ไว้ที่ 15% YoY (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) + โอกาสในการปรับขึ้นราคาสินค้าส่งออกในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 หรือไตรมาส 4/2569 เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้จะเป็นอัพไซด์หนุนอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้ดีกว่าคาด (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.พาย) + ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับที่น่าสนใจและจูงใจ โดยคาดการณ์อัตราเงินปันผลตอบแทนปี 2569 ไว้ที่กรอบ 4.3% - 6.9% (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) สรุปปัจจัยลบ - - ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยคาดว่ากำไรสุทธิใน 2Q69 จะลดลงราว -18% YoY จากแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้น (บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) - แรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (เม็ดพลาสติกเรซิน) และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขาย (COGS) และฉุดอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในช่วงที่เหลือของปี (2Q69-4Q69) ให้ลดลงราว 2% - 3% (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) - สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ทรงตัวอยู่ในระดับสูง คาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ราว 29% - 30% ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 (ที่ 28.5%) และ 2Q68 (ที่ 27.3%) เนื่องจากบริษัทต้องลงทุนเม็ดเงินเพื่อทำการตลาดเชิงรุกในต่างประเทศ (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามความขัดแย้ง ส่งผลกระทบวงกว้างต่อราคาน้ำมันโลก ค่าระวางเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ยังอยู่ระดับสูง รวมถึงทำให้ยอดขายในทวีปตะวันออกกลางมีทิศทางชะลอตัวลง (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) - ยอดขายในประเทศเจอกำลังซื้อที่อ่อนแอและรายได้รับจ้างผลิตน้ำมะพร้าวลดลง ตามทิศทางราคามะพร้าวที่ปรับตัวอ่อนค่าลง (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส) - ความท้าทายในตลาดเกาหลีใต้ ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่ม Functional Drink และน้ำผลไม้เกิดการหดตัวลง ทำให้ยอดขายของบริษัทอาจทรงตัวหรืออ่อนตัวลงจากฐานที่สูงในปีก่อน (บล.ทิสโก้, บล.พาย) - นักวิเคราะห์บางแห่งประเมินเป้าหมายรายปีแบบอนุรักษ์นิยมต่ำกว่าเป้าบริษัท โดยคาดว่ารายได้รวมปี 2569 จะเติบโตเพียง 6% (ต่ำกว่าเป้าของบริษัทที่ 15%) และคาดกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 836 ล้านบาท เติบโตเพียง +6% YoY เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - ความไม่แน่นอนในระยะยาวและปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง ความนิยมของเครื่องดื่มแบบเคี้ยวยังไม่มีความชัดเจนในระยะยาว รวมถึงความเสี่ยงเรื่องปริมาณฝนที่อาจมากเกินไปในครึ่งปีหลังซึ่งอาจกดดันยอดขายในประเทศ (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |