| ดัชนี S&P500 และแนสแดคปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องในวันพุธ (6 พ.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งสัญญาณคลี่คลาย รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Advanced Micro Devices (AMD) ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มชิปและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,910.59 จุด เพิ่มขึ้น 612.34 จุด (+1.24%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,365.12 จุด เพิ่มขึ้น 105.90 จุด (+1.46%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,838.94 จุด เพิ่มขึ้น 512.82 จุด (+2.02%) ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลง หลังจากอิหร่านระบุว่ากำลังทบทวนข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลทั้งสองใกล้บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม โดยเก็บประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไว้หารือในภายหลัง ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนมองข้ามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และจับตาผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งขับเคลื่อนโดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าลดลงราว 8% ลงมาอยู่ที่ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยคลายความกังวลเรื่องแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ส่วนค่า Forward PE ของ S&P 500 ขยับสูงขึ้นตามการพุ่งขึ้นของหุ้น สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานล่าสุด พบว่า ยอดการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ จาก ADP เดือนเม.ย. พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 15 เดือน บ่งชี้ถึงความเสถียรภาพของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 109,000 ตำแหน่ง และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 99,000 ตำแหน่ง และสูงกว่าระดับ 61,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย. ในวันศุกร์ โดยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์คาดว่าการจ้างงานในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 62,000 ตำแหน่ง หลังจากพุ่งขึ้น 178,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. อัลเบอร์โต มูซาเลม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่าความเสี่ยงต่อนโยบายการเงินมีแนวโน้มเผชิญกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ท่ามกลางตลาดแรงงานที่มีสัญญาณแข็งแกร่ง บริษัทในดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มทำกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S พบว่ากว่า 80% ของบริษัทในดัชนีที่รายงานผลประกอบการจนถึงวันที่ 1 พ.ค. มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มใน S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้น นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.6% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น 2.56% - หุ้น AMD พุ่งขึ้นเกือบ 19% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากคาดการณ์รายได้รายไตรมาสสูงกว่าคาดเนื่องจากความต้องการชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลที่แข็งแกร่ง ส่วนหุ้นในกลุ่มเดียวกัน อาทิ Intel พุ่ง 4.5% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 4.5% และบวกขึ้นไปแล้ว 62% ในปีนี้ - หุ้น Corning พุ่งขึ้น 12.01% หลังจากเปิดเผยว่ากำลังร่วมมือกับ Nvidia เพื่อขยายการผลิตผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อสัญญาณแสงซึ่งใช้ในศูนย์ข้อมูล AI ในสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 5.7% - หุ้น Hut 8 ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล AI ทะยานขึ้น 35% หลังจากลงนามในสัญญาเช่าโครงการศูนย์ข้อมูล Beacon Point ในรัฐเท็กซัส เป็นเวลา 15 ปี มูลค่า 9,800 ล้านดอลลาร์ - หุ้น Walt Disney พุ่งขึ้น 7.5% หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสสองดีกว่าคาด และนักลงทุนเริ่มเห็นภาพกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทภายใต้การนำของซีอีโอ จอช ดามาโร - หุ้น Uber Technologies แพลตฟอร์มเรียกรถ ทะยาน 8.5% หลังจากคาดการณ์ยอดจองไตรมาสสองที่แข็งแกร่ง - หุ้น Super Micro ทะยาน 24.5% หลังเผยตัวเลขคาดการณ์รายได้และกำไรหลังปรับทวนในไตรมาสสี่ ออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,800 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 17,600 ล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการ - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 46 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 21 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 186 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 92 ตัว ที่มา Reuters |