
ผลสำรวจล่าสุดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ชี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นระบบธนาคารดั้งเดิมมากกว่าคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงกังวลต่อความเสี่ยงของ AI จับตาความขัดแย้งเชิงนโยบายขณะที่วุฒิสภาเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act
แม้คริปโทเคอร์เรนซี จะถือกำเนิดขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้ความผิดพลาดของระบบธนาคารในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับพบว่าประชาชนเกือบสองทศวรรษให้หลังยังคงชื่นชอบและเลือกใช้ระบบการเงินดั้งเดิมมากกว่า
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน 1,000 คน โดย CoinDesk และบริษัทวิจัย Public Opinion Strategies พบว่า 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามไว้วางใจธนาคารมากกว่าเมื่อพูดถึงการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยมีเพียง 5% เท่านั้นที่เลือกคริปโทฯ
นอกจากนี้ แม้คนกว่า 52% จะยอมรับว่าคริปโทฯ ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่ 60% กลับเชื่อว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นพลังงานด้านลบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
เมื่อดูในด้านประวัติการลงทุน ปัจจุบันมีชาวอเมริกันประมาณ 1 ใน 4 (27%) ที่เคยลงทุนในคริปโทฯ แต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เข้าตลาดมาหลายปีแล้ว และมีเพียง 2% เท่านั้นที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าเกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกัน มีสัดส่วนถึง 46% ที่ยืนยันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวและไม่อยากข้องแวะกับคริปโทฯ เด็ดขาด
ทัศนคติเชิงลบต่อคริปโทฯ มักพบในกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไป และความไม่เชื่อใจนี้จะเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ชาย ฐานเสียงพรรครีพับลิกัน และกลุ่มชนกลุ่มน้อย มีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจและเปิดรับคริปโทฯ ได้สม่ำเสมอมากกว่า ไม่เพียงแค่นั้น ประชาชนยังมีมุมมองที่คลางแคลงใจต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง AI ควบคู่ไปด้วย โดย 55% มองว่าความเสี่ยงของเทคโนโลยี AI นั้นมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ
ความไม่เชื่อมั่นของภาคประชาชนนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มผู้ผลักดันนโยบายของวงการคริปโทฯ กำลังขับเคี่ยวอย่างหนักกับอุตสาหกรรมธนาคาร ในประเด็นร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act ซึ่งถือเป็นความหวังทางนโยบายที่สำคัญที่สุดของวงการคริปโทฯ ในชั้นวุฒิสภา
ฝั่งธนาคารได้ตั้งข้อสังเกตและคัดค้านว่า การให้ผลตอบแทนจากการถือครองเหรียญ Stablecoin อาจเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยของทางธนาคาร ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการย้ายฐานเงินทุนและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการปล่อยสินเชื่อของสหรัฐฯ ได้ ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและธุรกิจนี้ ทำให้การผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวต้องหยุดชะงักมานานหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจกลับมาเดินหน้าพิจารณาต่อในเดือนพฤษภาคม เพื่อรักษาโอกาสในการปูทางไปสู่การบังคับใช้ให้ทันภายในปี 2026 สอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานกำกับดูแลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนคริปโทฯ และได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งดึงสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กระแสหลักให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมคริปโทฯ จำเป็นต้องฝากความหวังไว้ที่การถูกผนวกรวมเข้ากับระบบการกำกับดูแลทางการเงินของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อให้หน่วยงานอย่าง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาจัดระเบียบ ซึ่งนี่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มคนที่ยังคงกังวลเรื่องการตรวจสอบ ให้หันมายอมรับเทคโนโลยีนี้ได้ในวงกว้าง
ที่มา : coindesk

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย