
เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ลงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปิดฉากการเป็นประธานเฟด 8 ปีของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เฟดต้องเผชิญทั้งวิกฤตโควิด เงินเฟ้อพุ่งสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และแรงกดดันทางการเมืองจากทำเนียบขาว
การอำลาของพาวเวลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ตามการหมดวาระปกติ แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่เฟดกำลังยืนอยู่ท่ามกลางโจทย์ยากหลายด้าน
ทั้งเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงาน ตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอ สงครามสหรัฐ-อิหร่าน และคำถามใหญ่เรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน สายตาของตลาดกำลังจับไปที่เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด และอดีตนายธนาคารเพื่อการลงทุนจาก Morgan Stanley ซึ่งเพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป
โดยวอร์ชไม่เพียงแต่ถูกจับตาในฐานะผู้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยคนใหม่ แต่ยังรวมถึงจุดยืนของเขาต่อสินทรัพย์ดิจิทัล ความเป็นอิสระของเฟด และความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันทางการเมืองกับข้อมูลเศรษฐกิจจริงด้วย
ก่อนจะไปดูว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของเควิน วอร์ช จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย ความเป็นอิสระของเฟด และมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร
เราอาจต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางของเจอโรม พาวเวลกันก่อนว่า ตลอด 8 ปีบนเก้าอี้ประธานเฟด รวมถึงช่วงเวลาก่อนเข้ามานำธนาคารกลางสหรัฐฯ เขาผ่านบทบาทสำคัญอะไรมา และอะไรคือแนวคิดที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ถูกจับตามากที่สุดในยุคเศรษฐกิจผันผวน
พาวเวลเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2018 ในช่วงที่ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก
ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งต่อเป็นสมัยที่สองในปี 2022 ในรัฐบาลโจ ไบเดน โดยเขายังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ FOMC ซึ่งเป็นกลไกหลักในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และเป็นสมาชิก Board of Governors มาตั้งแต่ปี 2012
พื้นหลังของพาวเวลต่างจากอดีตประธานเฟดหลายคน เพราะเขาไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายวิชาการโดยตรง แต่มีพื้นฐานด้านกฎหมาย การเงิน และนโยบายเศรษฐกิจ
เขาจบการเมืองจาก Princeton University และกฎหมายจาก Georgetown University เคยทำงานในกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สมัยประธานาธิบดี George H.W. Bush และเคยเป็นพาร์ตเนอร์ที่ The Carlyle Group ก่อนเข้ามารับตำแหน่งในธนาคารกลางสหรัฐฯ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พาวเวลถูกมองว่าเป็นผู้นำเฟดที่ให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลเศรษฐกิจจริง” มากกว่าการส่งสัญญาณเชิงการเมือง จุดยืนนี้ชัดเจนเป็นพิเศษในช่วงหลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากยุคโควิด และเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดแรงกดดันด้านราคา
แม้เขาจะเคยถูกวิจารณ์ว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไปในช่วงแรกของเงินเฟ้อปี 2021 แต่ในระยะหลัง พาวเวลพยายามรักษาสมดุลระหว่างสองเป้าหมายหลัก คือ “เสถียรภาพราคา” และ “การจ้างงานสูงสุด” โดยย้ำหลายครั้งว่านโยบายการเงินไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่จะพิจารณาเป็นรายประชุมตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา
หนึ่งในความสำเร็จของยุคพาวเวล คือการรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างต่อเนื่อง แม้เงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2022 แล้ว แต่พาวเวลยังมองว่า เฟดยังไม่สามารถประกาศชัยชนะได้ เพราะแรงกดดันด้านราคายังไม่หายไปทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ เคยกังวลว่าภาษีนำเข้าของทรัมป์จะผลักราคาสินค้าให้สูงขึ้น และอาจทำให้เงินเฟ้ออยู่นานกว่าที่คาด ขณะที่ในปี 2026 ความเสี่ยงใหม่เข้ามาซ้อนทับจากสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะ 3.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี
สำหรับพาวเวล ความยากของสถานการณ์นี้คือ เฟดไม่ได้เผชิญปัญหาด้านเดียว หากเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางมักต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรืออาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อสกัดราคา
แต่ในเวลาเดียวกัน ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง การจ้างงานแทบหยุดนิ่ง และผู้หางานเริ่มรู้สึกว่าการหางานใหม่ยากขึ้น ซึ่งโดยปกติเป็นภาวะที่ธนาคารกลางอาจต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นี่คือเหตุผลที่พาวเวลมักย้ำว่า เฟดอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง “รอดูข้อมูล” เพราะเครื่องมือดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้พร้อมกันอย่างสมบูรณ์
หากลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง แต่หากคงดอกเบี้ยสูงนานเกินไป ก็อาจกดดันเศรษฐกิจและการจ้างงานมากเกินไป
ดังนั้น แม้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะทรัมป์ จะเรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อเป็น “เชื้อเพลิง” ให้เศรษฐกิจ แต่พาวเวลเลือกยืนบนหลักการของความระมัดระวัง
โดยมองว่า การรักษาความน่าเชื่อถือของเฟดในการคุมเงินเฟ้อเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากประชาชนและตลาดเริ่มเชื่อว่า ธนาคารกลางปล่อยให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง ความคาดหวังเงินเฟ้ออาจหลุดกรอบ และทำให้การควบคุมราคาในอนาคตยากขึ้นกว่าเดิม
แม้พาวเวลจะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประธานเฟดสายคริปโท แต่เขามีจุดยืนที่ชัดเจนต่อสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ CBDC โดยเฉพาะในช่วงท้ายของวาระ เขายืนยันต่อวุฒิสภาว่า เฟดจะไม่เดินหน้าออก CBDC ตราบใดที่เขายังเป็นประธาน
ท่าทีนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโท เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดจับตาว่าสหรัฐฯ จะเดินตามบางประเทศ เช่น จีน ที่พัฒนาเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือไม่
แต่พาวเวลและเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเคยตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ มีความจำเป็นจริงหรือไม่ในการออก CBDC โดยเฉพาะเมื่อยังมีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชน และอำนาจของรัฐในการติดตามธุรกรรมทางการเงิน
พาวเวลยังเคยย้ำอีกว่า หากเฟดจะออก CBDC จริง จำเป็นต้องได้รับอำนาจจากสภาคองเกรส ไม่ใช่การตัดสินใจของเฟดเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้โอกาสการออก CBDC ภายใต้ยุคของเขายิ่งลดลงไปอีก โดยเฉพาะในสภาวะที่รีพับลิกันจำนวนมากคัดค้าน CBDC
ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐฯภายใต้ยุคพาวเวลได้เดินหน้าโครงการ FedNow ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้การโอนเงินทำได้รวดเร็วขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง
แม้ FedNow จะไม่ใช่คริปโทและไม่ใช่ CBDC แต่ก็สะท้อนว่าเฟดพยายามพัฒนาระบบการชำระเงินของสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเงินดิจิทัลของธนาคารกลางขึ้นมาใหม่
เมื่อพาวเวลอำลาไปแล้ว สายตาของตลาดจึงหันไปจับที่เควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากทรัมป์ให้ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่ วอร์ชเคยเป็นผู้ว่าการของเฟดมาแล้ว ในระหว่างปี 2006-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่
วอร์ชเกิดที่เมือง Albany รัฐนิวยอร์ก เรียนด้านนโยบายสาธารณะ (public policy) โดยเน้นเศรษฐศาสตร์และสถิติที่ Stanford University ก่อนจะจบกฎหมายจาก Harvard Law School
นอกจากนี้ยังศึกษางานด้านเศรษฐศาสตร์ตลาดและตลาดตราสารหนี้ที่ Harvard Business School และ MIT Sloan School of Management
ก่อนเข้าสู่เฟดวอร์ชเคยทำงานที่ Morgan Stanley ในฝ่าย mergers and acquisitions โดยเกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่บริษัทหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดโครงสร้างธุรกรรมในตลาดทุน ทั้งตราสารหนี้และหุ้น
หลังจากนั้นเขาก็เข้าร่วมรัฐบาล George W. Bush ในฐานะผู้ช่วยพิเศษด้านนโยบายเศรษฐกิจ และทำงานใน National Economic Council
ประสบการณ์ของวอร์ชจึงมีทั้งการอยู่ใน Wall Street ทำเนียบขาว และเฟด ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเข้าใจทั้งตลาดทุน นโยบายเศรษฐกิจ และกลไกของธนาคารกลาง
แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน การมีพื้นหลังที่ใกล้ชิดกับตลาดการเงินและฝ่ายการเมืองก็ทำให้เขาถูกตรวจสอบอย่างหนัก โดยเฉพาะในประเด็นความเป็นอิสระและผลประโยชน์ทับซ้อน
หนึ่งในคำถามใหญ่ของวอร์ชคือ เขาจะต้านแรงกดดันจากทรัมป์ได้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์โจมตีพาวเวลอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยและเคยขู่จะปลดประธานเฟดซึ่งสร้างความกังวลในตลาดว่า ความเป็นอิสระของเฟดอาจถูกแทรกแซงมากขึ้น
วอร์ชพยายามตอบข้อกังวลนี้ในการให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา โดยยืนยันว่า ทรัมป์ไม่เคยขอให้เขารับปากว่าจะตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในทิศทางใด และเขาจะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระหากได้รับการรับรองเป็นประธานเฟด
อย่างไรก็ตาม คำยืนยันดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะคลายความกังวลทั้งหมด เพราะวอร์ชเคยมีท่าทีสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ทรัมป์ต้องการให้เฟดผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้ฝ่ายเดโมแครตตั้งคำถามว่า เขาเปลี่ยนมุมมองตามหลักเศรษฐกิจจริง หรือกำลังตอบสนองต่อทิศทางทางการเมือง
ในด้านเงินเฟ้อ วอร์ชวางตัวเองเป็นสายที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา เขาระบุว่า เฟดมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน จุดยืนนี้ทำให้เขาอาจไม่ได้ลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่ทรัมป์ต้องการ หากข้อมูลเศรษฐกิจยังชี้ว่าเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย
สรุปคือ แม้วอร์ชจะเป็นตัวเลือกของทรัมป์ แต่เมื่อขึ้นนั่งเก้าอี้เฟดเขาจะเจอโจทย์เดียวกับที่พาวเวลเจอ นั่นคือ หากเงินเฟ้อยังสูง ธนาคารกลางก็ไม่สามารถลดดอกเบี้ยตามแรงกดดันทางการเมืองได้ง่าย เพราะการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจทำลายความน่าเชื่อถือของเฟดในระยะยาว
ในมุมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล วอร์ชถือเป็นบุคคลที่น่าจับตาคนหนึ่ง เพราะเขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของสหรัฐฯ แล้ว
นี่เป็นถ้อยคำที่สะท้อนการยอมรับว่าคริปโทไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์นอกสายตาของเขา แต่เริ่มเข้ามาอยู่ในระบบการเงินหลักมากขึ้น
วอร์ชยังมีจุดยืนคัดค้าน CBDC โดยมองว่ าการที่ธนาคารกลางออกเงินดิจิทัลของตัวเองเป็นทางเลือกเชิงนโยบายที่แย่ ท่าทีนี้สอดคล้องกับแนวคิดของรีพับลิกันจำนวนมากที่กังวลว่า CBDC อาจเปิดทางให้รัฐติดตามการใช้จ่ายของประชาชนได้มากเกินไป
ในแง่นี้ วอร์ชและพาวเวลมีจุดร่วมสำคัญคือ “ไม่สนับสนุน CBDC” แต่ความแตกต่างอาจอยู่ที่น้ำหนักต่ออุตสาหกรรมคริปโทโดยรวม พาวเวลมักวางท่าทีระมัดระวังและเน้นความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะที่วอร์ชดูเปิดรับมากกว่าในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม มุมที่ทำให้วอร์ชถูกจับตามากขึ้นคือข้อมูลการลงทุนส่วนตัวของเขา ซึ่งมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทเทคโนโลยีหลายรายการ เช่น Solana, Optimism, SpaceX และ Polymarket
แม้เขาจะยืนยันว่าแผนจัดการทรัพย์สินของเขาผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานด้านจริยธรรมแล้ว และจะขายสินทรัพย์ตามกรอบเวลาที่กำหนดหากได้รับการรับรอง แต่ประเด็นนี้ยังเป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
แม้เจอโรม พาวเวลจะหมดวาระในฐานะประธานเฟดไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของเควิน วอร์ช ยังไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ในทันที เพราะพาวเวลยังทำหน้าที่ประธานชั่วคราวต่อไปก่อน จนกว่าวอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน พาวเวลยังไม่ได้ออกไปจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เลยซะทีเดียว เพราะเขายังคงมีวาระในฐานะผู้ว่าการเฟดต่อไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2028 เว้นแต่จะตัดสินใจลาออกเอง
นั่นหมายความว่า แม้วอร์ชจะผ่านการรับรองจากวุฒิสภาแล้ว และกำลังจะขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่ แต่พาวเวลก็ยังอาจเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญภายในเฟดต่อไป
สถานการณ์นี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการส่งไม้ต่อระหว่างประธานเฟดคนเก่ากับคนใหม่ แต่เป็นช่วงเวลาที่ตลาดต้องจับตาว่าเฟดจะบริหารสมดุลภายในอย่างไร
เพราะในมุมหนึ่ง การมีพาวเวลอยู่ต่ออาจช่วยสร้างความต่อเนื่องและความมั่นใจให้ตลาด แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็อาจทำให้เกิดภาพที่นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกว่า “two Popes” หรือการมีทั้งอดีตประธานเฟด และว่าที่ประธานเฟดคนใหม่อยู่ในโครงสร้างอำนาจเดียวกัน
ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อนขึ้นไปอีก เพราะพาวเวลถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องความเป็นอิสระของเฟด ขณะที่วอร์ชถูกจับตาว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
หลังจากนี้จึงไม่ใช่คำถามมแค่ว่าวอร์ชจะเริ่มงานเมื่อใด แต่คือเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งแล้ว เฟดจะส่งสัญญาณนโยบายได้เป็นเอกภาพเพียงใด ท่ามกลางการมีพาวเวลอยู่ในบอร์ดต่อไปจนถึงปี 2028
การเปลี่ยนผ่านจากพาวเวลสู่วอร์ชเกิดขึ้นในช่วงที่เฟดต้องรับมือแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามอิหร่าน ตลาดแรงงานเริ่มเย็นลง และทรัมป์ต้องการให้ลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนเศรษฐกิจ
สิ่งที่วอร์ชต้องพิสูจน์คือ ความใกล้ชิดของเขากับประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของเขา แต่อย่างใด
สำหรับตลาดคริปโท การมาของวอร์ชอาจสร้างความหวังบางส่วนว่า เฟดจะมีท่าทีเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เพราะวอร์ชมองว่าคริปโทเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแล้ว แต่ในระยะสั้น ปัจจัยที่สำคัญกว่าสำหรับตลาดคริปโทยังคงเป็นทิศทางดอกเบี้ย สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ดังนั้น การลงตำแหน่งของพาวเวลจึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งประธานเฟดแต่มันคือจุดเริ่มต้นของคำถามใหม่ว่า เฟดภายใต้การนำของวอร์ชจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการคุมเงินเฟ้อ การพยุงตลาดแรงงาน การเปิดรับนวัตกรรมทางการเงิน และการยืนหยัดต่อแรงกดดันทางการเมืองได้หรือไม่
ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดต้องการจากเฟดยุคใหม่อาจไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่คือความมั่นใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงตัดสินใจจากข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่จากแรงกดดันของทำเนียบขาว เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญทั้งเงินเฟ้อ สงครามพลังงาน และความไม่แน่นอนทางการเมือง ความน่าเชื่อถือของเฟดจึงอาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของระบบการเงินโลก

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย