
ผู้เชียวชาญมอง Stablecoin เป็นโครงสร้างสำคัญของ Web3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะอาจต่อยอดจากเครื่องมือเทรดไปสู่ระบบชำระเงินจริง ทั้ง cross-border payment, micropayment และการใช้งานร่วมกับ AI Agent ที่ทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ภายในงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 ในการแถลงข่าวหัวข้อ “อนาคตสเตเบิลคอยน์และโครงสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาค” ซึ่งร่วมเสวนาโดย นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย, นายธนวัต สุตันติวรคุณ ซีอีโอ Bitazza Thailand, Simon Kim ซีอีโอและ Managing Partner ของ Hashed และ Hojin Kim ซีอีโอของ ShardLab & Hashed Open Finance
ผู้ร่วมเสวนามองตรงกันว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของ Web3 และ stablecoin เพราะภูมิภาคนี้มีทั้งโจทย์ทางการเงินที่ยังแก้ไม่จบ ผู้ใช้ที่คุ้นกับ mobile payment และโอกาสในการเชื่อมระบบการเงินดั้งเดิมเข้ากับโครงสร้างบล็อกเชน
นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า ความหลากหลายของระบบการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งความท้าทายและโอกาส เพราะหลายประเทศยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างธนาคาร โดยเฉพาะประเทศที่เป็นหมู่เกาะหรือพื้นที่ที่มีการกระจายตัวสูง
แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ก็มีข้อดี มันกลายเป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยีการเงินใหม่เติบโตเร็ว คล้ายกรณีของจีนที่ข้ามจากระบบการเงินแบบเดิม ไปสู่การใช้ QR Code และ mobile payment อย่างแพร่หลายในเวลาไม่นาน
สำหรับไทย นายนเรศมองว่า จุดแข็งสำคัญคือประเทศมีกฎหมายกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลเฉพาะทางมาตั้งแต่ปี 2561 และมีใบอนุญาตหลายประเภท เช่น exchange, broker, dealer และ ICO portal ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่มีกรอบกำกับค่อนข้างชัดเมื่อเทียบกับหลายตลาด
จุดนี้ทำให้บริษัท Web3 ระดับโลกจำนวนหนึ่งให้ความสนใจประเทศไทย เพราะหากต้องการเข้ามาทำธุรกิจในภูมิภาค การมีสนามที่กฎเกณฑ์ชัดและคุยกับหน่วยงานกำกับได้จริง ถือเป็นแต้มต่อสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นายนเรศมองว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมต้องไม่ใช่การโตแบบไร้ทิศทาง แต่ต้องเป็นการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างหน่วยงานกำกับกับภาคเอกชน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ stablecoin ซึ่งในอดีตมักถูกมองเป็นเครื่องมือพักเงินหรือใช้ซื้อขายคริปโท แต่ทิศทางต่อจากนี้อาจเริ่มขยับเข้าสู่เศรษฐกิจจริงมากขึ้น
นายนเรศมองว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มทดลอง sandbox ด้าน programmable money เป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะ stablecoin และเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ อาจกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบชำระเงินในยุคถัดไป
ด้านนายธนวัต ซีอีโอ Bitazza Thailand ก็มองคล้ายกันว่า stablecoin สามารถช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของระบบการเงินเดิม โดยเฉพาะการโอนเงินที่ต้องรอเวลาทำการหรือพึ่งพาระบบอย่าง SWIFT
เมื่อการชำระเงินผ่าน stablecoin ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ต้นทุนต่ำลง และเร็วขึ้น โอกาสจึงไม่ได้อยู่แค่การเทรดคริปโท แต่รวมถึง cross-border payment, micro payment และ nano payment ที่ระบบการเงินเดิมยังทำได้ไม่ลื่นพอ
ในภูมิภาคที่มีแรงงานข้ามประเทศ การท่องเที่ยวสูง และการค้าระหว่างประเทศจำนวนมาก stablecoin จึงอาจมีบทบาทมากขึ้นในฐานะโครงสร้างชำระเงิน ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร
นายธนวัตชี้ว่า แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีประชากรกลุ่ม unbanked หรือคนที่เข้าไม่ถึงบัญชีธนาคารจำนวนมาก แต่ในอีกด้าน ประชากรในภูมิภาคนี้กลับเข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตสูงมาก
ช่องว่างนี้ทำให้บล็อกเชนมีโอกาสเข้ามาแก้ปัญหาทางการเงินบางส่วน เช่น การเข้าถึงบริการการเงิน การโอนเงินข้ามพรมแดน และการชำระเงินที่ไม่ต้องพึ่งสาขาธนาคารแบบดั้งเดิม
แต่ซีอีโอ Bitazza Thailand ก็ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องให้ความรู้กับตลาดให้ถูกต้องด้วย เพราะบล็อกเชนมีจุดเด่นเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ และแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกิจกรรมบนบล็อกเชนจะปลอดภัยจากการถูกนำไปใช้ผิดทาง
ประเด็นสแกม ฟอกเงิน หรือใช้บัญชีผิดกฎหมาย จึงไม่ใช่ปัญหาของเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้ใช้และมาตรฐานของแพลตฟอร์ม
ด้วยเหตุนี้ แพลตฟอร์มจึงต้องเข้มงวดเรื่อง KYC, KYB, AML รวมถึงใช้เครื่องมืออย่าง Travel Rule และ transaction monitoring เพื่อตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ และลดความเสี่ยงที่ระบบจะถูกใช้เป็นช่องทางผิดกฎหมายด้วย
Simon Kim ซีอีโอ Hashed มองว่า ไทยและกรุงเทพฯ มีจุดน่าสนใจในฐานะฮับของ Web3 เพราะเป็นเมืองที่มีผู้คนหมุนเวียนสูง ทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และนักลงทุนจากหลายประเทศ
โดย Simon ชี้ว่า กรุงเทพฯ มี organic demand หรือความต้องการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ทั้งการโอนเงิน การชำระเงิน และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ คล้ายเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กที่เคยเป็นสนามสำคัญให้แพลตฟอร์มอย่าง Airbnb
Hashed เองลงทุนในโปรเจกต์ Web3 ทั่วโลกมาแล้วกว่า 200 โปรเจกต์ และการเข้ามาในไทยเกิดจากการมองเห็นพันธมิตรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะโอกาสสร้างระบบการเงินใหม่ร่วมกับ Web3 เช่น stablecoin และ digital ID
อีกประเด็นที่ Simon ย้ำคือ self-regulation หรือการกำกับดูแลตนเองของผู้เล่นในอุตสาหกรรม เพราะบล็อกเชนจะมีทั้งส่วนที่อยู่ใต้กรอบกำกับชัดเจน และส่วนที่เปิดกว้างมากกว่าเดิม
เขามองว่า ผู้ให้บริการระดับแนวหน้าต้องช่วยกันวางมาตรฐาน ไม่ใช่รอให้ regulator ออกกฎทุกอย่าง เพราะถ้าผู้เล่นในอุตสาหกรรมกำกับตนเองไม่ได้ ความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจและผู้ใช้ทั่วไปก็จะเกิดยาก
หนึ่งในประเด็นใหม่ที่ถูกพูดถึงคือ AI Agent หรือระบบ AI ที่อาจเข้ามาทำธุรกรรมแทนมนุษย์ในอนาคต Simon ระบุว่า โลกบล็อกเชนอาจต้องเริ่มคิดเรื่อง “Know Your Agent” หรือการตรวจสอบว่า AI Agent ที่ทำธุรกรรมนั้นเป็นของใคร ใครเป็นเจ้าของตัวจริง และใครต้องรับผิดชอบต่อธุรกรรมที่เกิดขึ้น
นี่เป็นโจทย์ใหม่ที่ต่างจาก KYC แบบเดิม เพราะในอนาคตผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ใช่มนุษย์โดยตรง แต่เป็น AI ที่เชื่อมต่อกับ wallet, smart contract หรือระบบชำระเงินอัตโนมัติ
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่าใครเป็นเจ้าของเงิน แต่รวมถึงว่าใครควรถูกตรวจสอบ ใครเสียภาษี และใครต้องรับผิด หาก Agent ทำธุรกรรมผิดพลาดหรือถูกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม
Hojin Kim ซีอีโอของ ShardLab และ Hashed Open Finance มองว่า stablecoin อาจเป็น “native money” หรือเงินที่เหมาะกับ AI Agent มากที่สุด
เหตุผลคือ AI Agent ทำงานตลอดเวลา ไม่หลับ ไม่หยุดเสาร์อาทิตย์ และอาจสร้างธุรกรรมขนาดเล็กจำนวนมากแบบถี่ ๆ ซึ่งระบบการเงินเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับ micropayment ที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อ AI ต้องจ่ายเงิน ซื้อบริการ เรียก API ใช้ข้อมูล หรือโต้ตอบกับระบบอื่นแบบอัตโนมัติ stablecoin และ programmable money บนบล็อกเชนอาจตอบโจทย์กว่าเงินแบบเดิม
Hojin ยังมองอีกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความพร้อมเชิงพฤติกรรมมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะผู้ใช้ในภูมิภาคคุ้นเคยกับ QR Code และ mobile payment อยู่แล้ว
ดังนั้น หากจะต่อยอดจาก mobile payment ไปสู่ stablecoin payment หรือ cross-border settlement ระดับโครงสร้าง อุปสรรคด้านพฤติกรรมผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจต่ำกว่าหลายภูมิภาค
Hojin ยังชี้อีกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรกว่า 700 ล้านคน และมีค่าเฉลี่ยอายุน้อยกว่าประเทศอย่างเกาหลีใต้ราว 10 ปี ทำให้ภูมิภาคนี้เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายกว่า
นอกจากนี้ ยังมีฐานนักพัฒนาที่ทำงานทางไกลจำนวนมาก และได้รับแรงสนับสนุนจาก conglomerates หรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ซึ่งอาจช่วยเร่งให้ Web3, AI และฟินเทคเชื่อมกับเศรษฐกิจจริงได้เร็วขึ้น
อีกภาพที่ Hojin มองคือ เส้นแบ่งระหว่างบริษัทการเงินกับบริษัทเทคโนโลยีจะค่อย ๆ จางลง เพราะ AI และบล็อกเชนกำลังผลักให้ทั้งสองอุตสาหกรรมต้องเข้ามาทำงานร่วมกันมากขึ้น
ในระยะถัดไป จึงอาจเห็นความร่วมมือ การลงทุน หรือ M&A ระหว่างบริษัทการเงินกับบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะโลกการเงินใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ใบอนุญาตหรือฐานลูกค้า แต่ต้องการทั้งโครงสร้างข้อมูล เทคโนโลยี และระบบชำระเงินที่ทำงานได้แบบเรียลไทม์
🏠 หน้าหลักคริปโต 🔥ข่าวคริปโตยอดนิยม 🟠 ข่าวบิตคอยน์⚡คริปโตล่าสุด🤖efin AI

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย