6 หุ้นโบรกเกอร์ ไตรมาส 1/69 รายได้-กำไรแจ่ม หลังวอลุ่ม SET พุ่งตลาดฯ คึก ส่วนใหญ่เทรดต่ำบุ๊ค-ปันผลแจ่ม

รูป 6 หุ้นโบรกเกอร์ ไตรมาส 1/69 รายได้-กำไรแจ่ม หลังวอลุ่ม SET พุ่งตลาดฯ คึก ส่วนใหญ่เทรดต่ำบุ๊ค-ปันผลแจ่ม

efinAI


หุ้นโบรกเกอร์รับอานิสงส์ ตลาดหุ้นไทยฟื้น วอลุ่มเข้า พบ 6 บริษัท ไตรมาส 1/69 รายได้-กำไรพุ่ง เปิดสถิติส่วนใหญ่ราคาวิ่งแดนบวก แต่เทรดต่ำมูลค่าทางบัญชี แถมปันผลยีลด์สูง

หุ้นโบรกเกอร์รายได้กำไรแจ่ม

ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ “โบรกเกอร์” โดยนับเฉพาะที่เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์เป็นหลัก พบว่า 6 จาก 8 บริษัท มีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI มีรายได้รวมและกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 สูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 1,145 ล้านบาท และ 892 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโต 28.36% และ 63.59% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ตามลำดับ

ตามด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST มีรายได้รวม 719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.88%YoY ขณะที่มีกำไรสุทธิ 176 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.49%YoY

ขณะที่ บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP มีรายได้รวม 634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.27%YoY และมีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,165.75%YoY

ด้าน บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ซึ่งมี บล.พาย เป็นธุรกิจหลักด้านหลักทรัพย์ แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นถึง 734.07% จากไตรมาส 1/68

นอกจากนี้มี 2 บริษัทที่พลิกกำไรในไตรมาสนี้ จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน คือ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD และ บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GBX ซึ่งมี บล.โกลเบล็ก เป็นธุรกิจหลักด้านหลักทรัพย์

สำหรับสาเหตุสำคัญในคำอธิบายงบการเงินของแต่ละบริษัท มาจากปริมาณและมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 1/69 ส่งผลต่อรายได้และกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ

หุ้นไทย Q1/69 พุ่งแรง-วอลุ่มแน่น

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 1/69 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง โดยดัชนีเปิดปี 69 ที่ 1,259.67 จุด จากสิ้นปีก่อนที่ 1,259.67 จุด โดยขึ้นไปสูงสุด 1,553.64 จุด ก่อนย่อมาปิดไตรมาสที่ 1,448.14 จุด เพิ่มขึ้น 188.47% หรือ 14.96% จากปี 68

ขณะเดียวกันมูลค่าการซื้อขายก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เฉลี่ยถึง 6.47 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปี 68 โดยขึ้นไปสูงสุดถึง 1.59 แสนล้านบาท (4 มี.ค.)

ผู้ซื้อสุทธิหุ้นในไตรมาส 1/69 มาจากนักลงทุนในประเทศ 2.1 หมื่นล้านบาท ตามด้วยนักลงทุนต่างชาติ 1.9 หมื่นล้านบาท และ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 4,460 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4.4 หมื่นล้านบาท

ค่านายหน้า-ค่าธรรมเนียมและบริการพุ่ง

ขณะที่เมื่อสำรวจรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ พบว่า ทุกบริษัทมีรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงค่าธรรมเนียมและบริการ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

ข้อมูลข้างต้นพบว่า รายได้ค่านายหน้าของ 6 บริษัทข้างต้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 41% ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยระดับ 49%

KGI มีรายได้ค่านายหน้า, ค่าธรรมเนียมและบริการ รวมสูงสุดในกลุ่ม โดยเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็นรายได้ค่านายหน้า 240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

MST มีรายได้ค่านายหน้าสูงสุด 355 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% ส่วน KGI มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ สูงสุด 356 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมซื้อขายหน่วยลงทุน และค่าธรรมเนียมซื้อขายหน่วยลงทุน

BYD อัตราการเติบโตของค่านายหน้าสูงสุด 60% อยู่ที่ 68 ล้านบาท ส่วน GBX อัตราการเติบโตค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มถึง 174% อยู่ที่ 176 ล้านบาท มาจากค่าธรรมเนียมซื้อขายหน่วยลงทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนใหญ่พอร์ต “Pop. trade” เป็นบวก

ขณะที่ “Proprietary Trader” (Pop. trade) หรือที่เรียกกันว่า “พอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์” ส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยพิจารณารายได้ส่วน “กำไร (ขาดทุน) และผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงิน” หลายบริษัทมีกำไร

ASP พอร์ตเติบโตสูงสุด 1,113% อยู่ที่ 42.59 ล้านบาท รองลงมาคือ GBX เติบโต 330% อยู่ที่ 32.09 ล้านบาท และ KGI เติบโต 62% อยู่ที่ 471 ล้านบาท ซึ่งเป็นพอร์ตที่ขนาดใหญ่สุดในกลุ่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม CGH พอร์ตลดลง 91% เหลือ 4.88 ล้านบาท จาก 56.81 ล้านบาทใน Q1/68 ขณะที่ BYD พลิกขาดทุน 3.27 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไร 4.32 ล้านบาท

ส่วนใหญ่ราคายืนแดนบวก แถมเทรดต่ำ “Book” – ปันผลยีลด์สูง

สำหรับสถิติที่น่าสนใจของ 6 หุ้นโบรกเกอร์กลุ่มนี้ ประกอบด้วย

ราคาหุ้นส่วนใหญ่นับจากสิ้นปีก่อนถึง 21 พ.ค.69 (YTD) อยู่ในเชิงบวกตั้งแต่ 5.94 – 10.42% มีติดลบเพียงบริษัทเดียวคือ BYD ที่ -10.91% โดย GBX ราคาเพิ่มขึ้น 10.42% อยู่ที่ 0.53 บาท รองลงมาคือ CGH เพิ่มขึ้น 6.12% อยู่ที่ 0.52 บาท และ KGI เพิ่มขึ้น 6.03% อยู่ที่ 4.22%

ด้านอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ต่ำสุดคือ KGI เทรดเพียง 8.51 เท่า ส่วน GBX, ASP และ MST เทรดระดับ 10.1 – 15.32 เท่า ด้าน BYD และ CGH ยังไม่สามารถคำนวณ P/E ได้เพราะมีผลขาดทุนรายไตรมาสในรอบการคำนวณ

ขณะที่พิจารณา ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) พบว่า ส่วนใหญ่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เพียง 0.36-1 เท่า โดย CGH ต่ำสุด

นอกจากนี้พบว่ามี 4 โบรกเกอร์ ที่อัตราเงินปันผลตอบแทนสูง เฉลี่ย 4.92 – 7.48% โดยตามรอบการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 67-68 และ YTD พบว่า KGI มีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงสุด ปี 67 อยู่ที่ 7.31% ปี 68 อยู่ที่ 7.79% และ YTD อยู่ที่ 7.35% รองลงมาคือ ASP ปี 67 อยู่ที่ 7.63% ปี 68 อยู่ที่ 7.7% และ YTD อยู่ที่ 4.21% รวมถึง MST ปี 67 อยู่ที่ 5.16% ปี 68 อยู่ที่ 9.7% และ YTD อยู่ที่ 4.08%

อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มนี้ไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ รวมถึงมีสภาพคล่องการซื้อขายไม่สูงมากนัก นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ศราพงค์ นันติวงค์

ศราพงค์ นันติวงค์

หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย