ผ่ากองทุน TFFIF แผนระดมทุนรอบใหม่ 1 แสนลบ. น่าลงทุนหรือไม่ ?

รูป ผ่ากองทุน TFFIF แผนระดมทุนรอบใหม่ 1 แสนลบ. น่าลงทุนหรือไม่ ?

efinAI


กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ภาครัฐนำมาใช้ระดมทุนจากภาคเอกชนและประชาชน เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในช่วงที่ผ่านมา TFFIF กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังภาครัฐมีแนวคิดเตรียมระดมทุนรอบใหม่มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า กองทุนนี้ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอยู่หรือไม่ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน

TFFIF คืออะไร – ลงทุนในอะไรบ้าง

TFFIF คือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยรูปแบบการลงทุนหลักคือการซื้อสิทธิในรายได้ จากสินทรัพย์ของภาครัฐ เช่น รายได้ค่าผ่านทางของทางพิเศษ

จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้คือการสร้างกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสามัญ

TFFIF เริ่มจัดตั้งขึ้นในปี 2561 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ทางด่วน และระบบคมนาคม โดยรัฐเลือกใช้วิธีการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Asset Monetization) ผ่านการขายสิทธิในรายได้ในอนาคตให้กับกองทุน

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ภาครัฐสามารถนำเงินก้อนใหญ่ไปใช้ลงทุนได้ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มภาระหนี้สาธารณะในรูปแบบดั้งเดิม

ปัจจุบัน TFFIF ลงทุนในสิทธิที่จะได้รับรายได้ 45% ของรายได้ค่าผ่านทางรวมสุทธิที่จัดเก็บได้จากเส้นทางในปัจจุบันของทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นระยะเวลา 30 ปี นับจากวันที่ 29 ตุลาคม 2561 (วันโอนสิทธิตามสัญญาโอนและรับโอนสิทธิในรายได้)

สินทรัพย์หลักของ TFFIF คือสิทธิในรายได้ค่าผ่านทางของโครงการทางพิเศษสำคัญ ได้แก่

  • ทางพิเศษฉลองรัช โดยปีงบประมาณ 2568 มีปริมาณการจราจรอยู่ที่ 205,337 คัน/วัน โดยมีรายได้อยู่ที่ 8,820,611 บาทต่อวัน และทั้งปีมีรายได้รวม 3,219 กว่าล้านบาท และมีปริมาณการจราจร 74,947,873 คัน
  • ทางพิเศษบูรพาวิถี โดยมีปริมาณการจราจรอยู่ที่ 153,398 คันต่อวัน มีรายได้ 6,055,570 บาท/วัน และทั้งปีมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,210 กว่าล้านบาท และมีปริมาณการจราจรที่ 53,149,278 คัน

รายได้ของกองทุนจึงขึ้นอยู่กับปริมาณการจราจรและภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจขยายตัวและมีการเดินทางมาก รายได้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แผนระดมทุนใหม่ 1 แสนล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือ ข่าวล่าสุดที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเดินหน้าระดมทุนผ่าน TFFIF เฟสใหม่ โดยตั้งเป้าวงเงินราว 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ โดย รอบใหม่นี้ จะเน้นโครงการในกลุ่มพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ลอยน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ช่วยลดการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึง โครงการทางพิเศษพระราม 3 + ฉลองรัชส่วนต่อขยาย

บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เฟส 2 เป็นการหาเงินทุนโดยไม่ต้องกู้ยืมโดยตรง ซึ่ง สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกองทุน TFFIF เฟส 2 นั้น เพราะ พื้นที่ทางการคลังของประเทศกำลังหดหายไป สะท้อนผ่านหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่สูง โดย ณ มี.ค.69 หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ขยายเพดานไว้ที่ 70%

 

โดยหนี้สาธารณะของไทยมักจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตและรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน (เช่น วิกฤตต้ม ยำกุ้งปี 2541, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552, และวิกฤตโควิด-19) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่ไม่ได้มีวิกฤตร้ายแรง แต่เป็นการชะลอตัวเชิงโครงสร้าง ดังนั้นทางออกที่สมดุล คือ การใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นแบบเฉพาะเจาะจง ควบคู่ไปกับการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนและนักลงทุนผ่าน TFFIF เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะโดยตรง

ต้องรู้อะไรบ้าง หากอยากลงทุน TFFIF

หากคุณเป็นนักลงทุนที่สนใจกองทุน TFFIF นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ ก่อนลงทุน

1.TFFIF ซื้อขายยังไง : แม้จะเป็น “กองทุน” แต่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้วิธีการซื้อขายเหมือนกับการซื้อ-ขายหุ้น ปกติ

2.ได้เงินจากไหน : TFFIF ไม่ได้เป็นเจ้าของทางด่วน แต่เป็นเจ้าของสิทธิในการรับรายได้ จากค่าผ่านทางสุทธิ 45% จากทางด่วน 2 เส้นทางหลัก

3.ใครบริหาร : การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นผู้ดูแลรักษาและเก็บเงินให้เรา เราแค่นั่งรอรับส่วนแบ่งตามสัญญา

4.ถือยาวได้หรือไม่ : TFFIF มีอายุสัญญา 30 ปี นับจากวันที่ 29 ตุลาคม 2561 เพราะฉะนั้นจะเหลือเวลาประมาณ 22-23 ปี เมื่อครบสัญญาในราวปี พ.ศ. 2591 สิทธิในรายได้จะกลับคืนสู่รัฐ

5.นโยบายปันผล : นโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว ที่ผ่านมาปันผลปีละ 4 ครั้ง Dividend Yield ปีล่าสุดอยู่ที่ระดับ 7% เป็นระดับที่นักลงทุรที่มีเงินเย็น หรือ ถือยาวชื่นชอบ

ปี (Year) ปันผลรวม (บาท/หุ้น) ราคาปิดเฉลี่ย (บาท) Dividend Yield (Avg)
2025 0.4633 6.25 7.41%
2024 0.4432 6.82 6.50%
2023 0.413 7.65 5.40%
2022 0.3721 8.02 4.64%
2021 0.317 7.45 4.25%
2020 0.398 10.25 3.88%
2019 0.4005 11.15 3.59%

เงินปันผล: อ้างอิงจากประกาศจ่ายปันผลของกองทุนผ่านระบบ SET

จากข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังจะเห็นว่า กองทุน TFFIF มีอัตรา Dividend Yield เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับประมาณ 3–4% ในช่วงปี 2019–2021 มาอยู่ในช่วงราว 5–7% ในระยะหลัง โดยเฉพาะปี 2024–2025 ที่ให้ผลตอบแทนระดับ 6–7% สะท้อนถึงความสามารถในการจ่ายกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ภายใต้ราคากองทุนที่ปรับตัวลดลงในบางช่วง จึงทำให้ TFFIF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการกระแสรายได้ประจำ (income investment) ควบคู่กับความผันผวนที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ

ความเสี่ยง – ปัจจัยที่ต้องติดตามก่อนตัดสินใจลงทุน

อย่างที่ทราบ TFFIF ไม่ได้ลงทุนใน หุ้นบริษัท แต่ลงทุนในสิทธิรายได้ ทำให้ลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากกองทุนหุ้นทั่วไป โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่

  • ปริมาณการใช้ทางด่วนลดลง
  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • นโยบายภาครัฐที่อาจเปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน จุดแข็งคือกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

สิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม คือข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณจราจร (เช่น บูรพาวิถีเฉลี่ยราว 2 แสนคัน/วัน) แนวโน้มเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ นโยบายรัฐด้านค่าทางด่วน และอัตราดอกเบี้ย

หากมองในแง่การลงทุน TFFIF อาจจะเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ แต่จะมั่นคงแค่ไหนในระยะยาวกยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ว่าเงินลงทุนที่เติมเข้ามา 1 แสนล้านบาทนี้ จะสร้างความคุ้มค่าและผลตอบแทนได้แค่ไหน เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ

ส่วนในแง่ของการบริหารการคลัง การเพิ่มเงินลงทุนในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนของวิธีคิดใหม่ในการบริหารการคลังของไทย ในวันที่รัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และต้องพึ่งพาเงินทุนจากตลาดมากขึ้น ซึ่งถือบททดสอบความเชื่อมั่น ว่า นักลงทุนยังเชื่อในโมเดลที่รัฐนำสินทรัพย์อนาคตมาแปลงเป็นเงินทุนในวันนี้หรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย