ไต้หวัน-อิหร่าน-การค้า: สรุปไฮไลท์ซัมมิต “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

รูป ไต้หวัน-อิหร่าน-การค้า: สรุปไฮไลท์ซัมมิต “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

efinAI



จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) แม้การหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะไม่มีการประกาศข้อตกลงใหญ่ ๆ ระดับเมกะดีลออกมา ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่การเยือนปักกิ่งรอบนี้ของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก ย่อมมีสัญญาณบางอย่างที่ทั่วโลกจับตามองเพื่อตีความถึงการขยับในก้าวต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้านเช่นนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเยือนจีนตลอดช่วง 3 วัน โดนัลด์ ทรัมป์สงบคำมากกว่าปกติซึ่งเขามักพูดทุกอย่างในหัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมากนัก ส่วนบนโซเชียลมีเดียนั้นก็แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวเลย

บรรยากาศโดยรวมของการพบกันครั้งนี้โดยภาพรวมถือเป็นสัญญาณที่ดี แม้จะมีการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวจากผู้นำจีนออกมาในบางช่วง แต่อย่างน้อย การที่โดนัลด์ ทรัมป์กับสี จิ้นผิงตกลงมาพบกัน ย่อมแปลว่าทั้งสองฝ่ายต้องการที่จะหาทางออกเพื่อคลายปมความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิง สืบเนื่องจากการแลกหมัดสงครามการค้าเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความสัมพันธ์กับไต้หวันและความขัดแย้งในอิหร่าน

ไต้หวัน – เส้นแดงของจีน

สี จิ้นผิง เปิดฉากต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยการส่งคำเตือนว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดต่อไต้หวัน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจไปสู่จุดที่จะมีการเผชิญหน้ากันหรือเกิดความขัดแย้งได้

ทรัมป์ไม่ได้ตอบโต้ออกสื่อและเลี่ยงที่จะกล่าวถึงไต้หวันขณะอยู่ปักกิ่ง แต่เมื่อขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ผู้นำสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของสี จิ้นผิง อาจทำให้เขาต้องทบทวนแผนการขายอาวุธของสหรัฐฯ แก่รัฐบาลไทเปอีกครั้ง ทรัมป์กล่าวว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามแผนการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวันหรือไม่ หลังจากที่ได้รับฟังข้อคัดค้านจากสี จิ้นผิง

“ประธานาธิบดีสีและผมคุยกันเยอะมากเกี่ยวกับไต้หวัน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน โดยระบุว่าผู้นำจีน “ไม่อยากเห็นการต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช เพราะนั่นจะนำไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง”

เมื่อสื่อถามว่าเขาจะพิจารณาเข้าแทรกแซงทางทหารหรือไม่หากจีนโจมตีไต้หวัน ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามข้อนี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ถือปฏิบัติมานาน

สงครามอิหร่าน

ดูเหมือนว่าผู้นำทั้งสองจะมีการหารือถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่จีนเองก็ไม่ต้องการให้เห็นเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจจีนปีนี้จะชะลอลงมาอยู่ที่ 4.4% จากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวว่าสี จิ้นผิง เห็นพ้องว่าการที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และช่องแคบฮอร์มุซจะต้องกลับมาเปิดและกล่าวด้วยว่า สี จิ้นผิงเสนอตัวที่จะช่วยหาทางยุติสงคราม แม้ฝั่งจีนยังไม่ได้ยืนยันถึงการยื่นข้อเสนอดังกล่าว โดยจีนได้แถลงต่อสาธารณะว่าทางออกของปัญหาควรคำนึงถึงความกังวลของทุกฝ่ายในประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าอิหร่านไม่ควรครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุเพียงว่า ความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องดำเนินต่อไป สิ่งสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพเพื่อลดความตึงเครียด ยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ดำเนินการเจรจาและหารือร่วมกัน เพื่อบรรลุข้อตกลงในประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านและประเด็นอื่น ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อข้อกังวลของทุกฝ่ายได้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองของทรัมป์ จีนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งมากขึ้น เนื่องจากจีนต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลาง หากทรัมป์สามารถโน้มน้าวให้สี จิ้นผิง เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นได้สำเร็จ นั่นอาจเป็นก้าวสำคัญสำหรับสหรัฐฯ ในการหาทางลงจากสงครามอิหร่านก็เป็นได้

“สี จิ้นผิง” ย้ำ “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์”

ขณะเดียวกัน จีนระบุว่าผู้นำทั้งสองเห็นพ้องในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า กรอบการทำงานดังกล่าวจะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไปอีกอย่างน้อยสามปี ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาของทรัมป์ที่เหลืออยู่ในตำแหน่ง โดยจะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือ การแข่งขันภายใต้ขอบเขต และการบริหารจัดการความแตกต่าง หลังทั้งสองฝ่ายมีบทเรียนจากการตอบโต้อย่างบ้าระห่ำในช่วงสงครามการค้าเมื่อปีที่แล้ว

เฮเลนา เลการ์ดา จากสถาบัน Mercator Institute for China Studies ในเยอรมนี กล่าวว่า แนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ในภาวะที่สมดุล

ขณะที่จอร์จ เชน หุ้นส่วนจากบริษัทที่ปรึกษา The Asia Group กล่าวว่า แนวทางนี้ถือเป็นความคืบหน้าที่ต่างไปจากยุคของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจในขณะนั้นถูกกำหนดสถานะเป็นการแข่งขันในเชิงยุทธศาสตร์

“ทรัมป์” แย้มดีลการค้าครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น?

ทรัมป์ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจชั้นนำร่วมเดินทางไปจีนด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จาก Tesla, ทิม คุก จาก Apple, เคลลี ออร์ตเบิร์ก จาก Boeing และ เจนเซน ฮวง จาก Nvidia

ทรัมป์กล่าวว่าได้มีการบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่แล้ว และจีนอาจซื้อเครื่องบินประมาณ 200 ลำจาก Boeing ทว่ารอบนี้ไม่มีการประกาศข้อตกลงที่ชัดเจนใด ๆ ก่อนออกจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งต่างจากการยืนจีนสมัยแรกเมื่อปี 2017 ซึ่งมีการจัดพิธีลงนามอย่างยิ่งใหญ่เพื่อลงนามข้อตกลง 37 ฉบับระหว่างธุรกิจสหรัฐฯ และจีน รวมมูลค่าประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งหมด

ส่วนกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่าสี จิ้นผิง จะอนุมัติคำสั่งซื้อถั่วเหลืองและเนื้อวัวล็อตใหญ่จากสหรัฐฯ ก็ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

ระหว่างพูดคุยกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าในที่สุดแล้วจีนอาจซื้อเครื่องบินจาก Boeing มากถึง 750 ลำ หากคำสั่งซื้อล็อตแรกเป็นไปด้วยดี และจะรวมเครื่องยนต์จำนวน 450 เครื่องที่ผลิตโดย General Electric ไว้ในคำสั่งซื้อในอนาคต

ทางด้าน หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการด้านการค้า (Board of Trade) และคณะกรรมการด้านการลงทุน (Board of Investment) เพื่อแก้ไขข้อกังวลระหว่างกันเกี่ยวกับการเข้าสู่ตลาดสินค้าเกษตร และเพื่อส่งเสริมการขยายการค้าภายใต้กรอบการลดภาษีศุลกากร

ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าอาจปรากฏชัดขึ้นในภายหลัง ซึ่งสิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่รายละเอียดในสัญญา

ชมเปาะ-หยอดคำหวาน “สี จิ้นผิง” ไม่ขาดปาก

ทรัมป์เรียกสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และกล่าวว่าพวกเขาจะมีอนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน ทั้งยังเป็นเกียรติที่ได้มายืนเคียงข้างและได้เป็นเพื่อนกับผู้นำสูงสุดของจีน อีกทั้ง สี จิ้นผิงยังเป็นคนที่อบอุ่น ขณะที่สี จิ้นผิง ไม่ได้กล่าวอะไรในทำนองเดียวกันตอบกลับมา ซึ่งทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า สี จิ้นผิง เป็นคนที่จริงจังกับเรื่องงานอย่างเดียว จึงมักไม่แสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย

แต่ผู้นำจีนมีวิธีที่แยบยลกว่าในการสร้างความประทับใจแก่ทรัมป์ โดยสัญญาว่าจะส่งเมล็ดพันธุ์กุหลาบไปให้ทรัมป์ปลูกที่ทำเนียบขาว เหมือนกับกุหลาบในสวนที่บ้านพักของสี จิ้นผิง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ไปร่วมจิบน้ำชาเมื่อวันศุกร์ โดยสี จิ้นผิง ได้กล่าวว่า “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ของทรัมป์ได้ช่วยกระชับความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา AP News, Aljazeera และ CNBC

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย