แบงก์ไทยปรับทัพสู้ NIM ขาลง! แห่ลุยสมรภูมิ “Wealth” เจาะกลุ่มลูกค้าบน

รูป แบงก์ไทยปรับทัพสู้ NIM ขาลง! แห่ลุยสมรภูมิ “Wealth” เจาะกลุ่มลูกค้าบน

efinAI


ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ จุดเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ อย่างชัดเจน เมื่อรายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เริ่มอยู่ในทิศทางขาลง จากดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และ การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นแม้กำไรไตรมาส 1/69 ยังทรงตัวได้ แต่เครื่องยนต์หลักของแบงก์เริ่มเปลี่ยนจากรายได้ดอกเบี้ยไปสู่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย(Non-interest income)

โดยเฉพาะ “ธุรกิจ Wealth Management” ที่กำลังกลายเป็น New Growth Engine ของระบบธนาคารไทย

Fee Income โตแรง ดัน Wealth ขึ้นแท่นพระเอกใหม่

หลังดอกเบี้ยต่ำยาวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 แบงก์ไทยเร่งหันมาดันรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) ผ่านธุรกิจ กองทุนรวม , ประกันชีวิต (Bancassurance) , นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ , บริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

จากงบ Q1/69 พบว่า ธนาคารชั้นนำหลายแห่งมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตแทบทุกธนาคาร ยกตัวอย่าง เช่น SCB, TTB, BAY, TISCO และ KKP มีข้อมูลตัวเลข Fee Income เติบโตชัดเจนมาก โดยเฉพาะตัวเลขธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

SCB มีรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจํานวน 11,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมในทุกหมวดหลัก ซึ่งนําโดยธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง รายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อและธุรกรรมทางการ เงินที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ และ รายได้ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจวาณิชธนกิจและตลาดทุน

โดยปี 69 รายได้ค่ำธรรมเนียมเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ และ กิจกรรมธุรกรรมทางการเงิน ผลการดำเนินงานดังกล่าวสูงกว่าเป้าหมายการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในระดับตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูงสำหรับปี 2569 สะท้อนถึงแรงส่งอย่างต่อเนื่องของแหล่งรายได้ค่าธรรมเนียม ภาวะความขัดแย้งล่าสุด ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนเพิ่มขึ้นได้เปิดโอกาสสำคัญให้บริษัทสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลูกค้ายังคงลงทุนภายใต้สภาวะตลาดปัจจุบัน

TTB มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมที่มิใช่ธุรกิจหลัก และ รายได้ค่าธรรมเนียมหลักยังเห็นการเติบโตที่ดีในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากแบงก์แอสชัวรันส์ , กองทุนรวม , บัตรเครดิต รวมถึงค่าธรรมเนียมเพื่อการส่งออกและปริวรรตเงินตรา ซึ่งธนาคารยังคงเดินหน้าสร้าง Wealth Ecosystem และ เน้นเสนอผลิตภัณฑ์ประกันเพื่อการออมและแบบประกันระยะยาว เพื่อหนุนยอดขาย BA ในกลุ่มลูกค้ารายย่อย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม digital

โดยในระยะต่อไป ธนาคารยังคงเร่งพัฒนาธุรกิจที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียม โดยอาศัยศักยภาพด้านดิจิทัลผสานรวมกับ Ecosystem ที่ครอบคลุม 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ รถยนต์ ที่อยู่อาศัย กลุ่มลูกค้า Wealth และ กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยยกระดับการให้บริการและ ประสบการณ์ให้กับลูกค้าควบคู่กับการเสริมศักยภาพในการ Cross-selling ที่จะนำไปสู่การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

BAY มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นจํานวน 1,751 ล้านบาท หรือ 20.6% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจากธุรกิจในประเทศ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากสินเชื่อยานยนต์ (จํานวน 655 ล้านบาท) ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมบริหารความมั่งคั่งและกองทุน (จํานวน 275 ล้านบาท) และ ค่าธรรมเนียมจากเงินให้สินเชื่อ (จํานวน 237 ล้านบาท) รวมทั้งการเ พิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม และ บริการจากธุรกิจในอาเซียน(จํานวน 275 ล้านบาท)

TISCO มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกกลุ่มธุรกิจ ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งเติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้นในภาวะที่ตลาดรถยนต์ในประเทศกลับมาเติบโต ประกอบกับ มีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้น รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ฟื้นตัว และ รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนเติบโตจากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

KKP มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 64.7% หากเทียบกับไตรมาส 1/68 โดยยังคงเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 จากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งรายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุนรายได้ค้านายหน้าขายประกัน

รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมแบงก์ Q1/69
ธนาคาร รายได้ดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลง รายได้ค่าธรรมเนียม เปลี่ยนแปลง กองทุน-ตลาดทุน ประกัน
  (ลบ.) (YoY) (ลบ.) (YoY) (ลบ.) (ลบ.)
SCB 26,781 -13.70% 11,962 17.74% 3,125 2,351
TTB 12,150 -8.10% 2,865 22.02% 577 1,419
BAY 28,831 14.30% 7,439 24.56% 1,430 707
TISCO 3,443 3.40% 1,431 21.66% 701 677
KKP 4,216 -5.20% 1,618 23.79% 1,505

ที่มา : งบการเงินธนาคาร

เปิด 5 แบงก์ใหญ่ ใครเด่นธุรกิจ Wealth ด้านไหน

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิเคราะห์ได้จัดอันดับธุรกิจ Wealth ของ5 ธนาคารขนาดใหญ่ โดยอิงตามส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์หลักในธุรกิจนี้ ได้แก่ เงินฝากประจำ , กองทุนรวม , นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ , ประกันผ่านธนาคาร

โดยพบว่า BBL มีส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ และ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สูงที่สุด ในขณะที่ KBANK กองทุนรวมมีส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์สูงสุด รวมไปถึงธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ประกันผ่านธนาคาร ส่วน SCB ผลิตภัณฑ์ประกันมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด รวมไปถึงกองทุนรวม ในขณะที่ KTB โดดเด่นทางด้านเงินฝากประจำ และ TTB มีผลิตภัณฑ์ประกันที่โดดเด่นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังได้รวมสินทรัพย์ภายใต้การให้คำปรึกษา (AUA) ของบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกที่เป็นพันธมิตรของธนาคาร ซึ่งพบว่า KBANK อยู่ในอันดับหนึ่ง ตามด้วย SCB

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า KBANK และ SCB อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากที่สุดสำหรับการให้บริการ Wealth เพราะมีพร้อมทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล , การแบ่งกลุ่มลูกค้า (customer segmentation) และ การทำการตลาดแบบ hyper-personalisation ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับลูกค้า Mass affluent

โดยธนาคารทั้งสองแห่งยังมีบริการ Private banking ซึ่งมีทีม RM เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า Ultra-high-net worth โดยข้อได้เปรียบเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นผ่านทางเป้าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมของ KBANK และ SCB ที่ 5-9% yoy ซึ่งสูงกว่าเป้าของ BBL และ KTB ที่ 2-4% ในปี 69

 
การให้คะแนนตามส่วนแบ่งการตลาด
           
ธนาคาร เงินฝากประจำ การจัดการสินทรัพย์ นายหน้าซื้อขาย
หลักทรัพย์
ประกัน AUM ที่มีพันธมิตร
ระดับโลกในธุรกิจ
บริหารสินทรัพย์
คะแนนรวม การจัดอันดับ
ตามคะแนนรวม
BBL 5 2 5 1 1 14 3
KBANK 2 5 4 4 5 20 1
SCB 3 4 3 5 4 19 2
KTB 4 3 2 2 3 14 3
TTB 1 1 1 3 2 8 4

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด

ชู KBANK และ SCB เด่นด้าน Wealth

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุเพิ่มเติมว่า จากการข้อมูลยอดเงินฝากของสถาบันการเงิน ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ฯประเมินว่า มีลูกค้า Wealth จำนวน 517,674 ราย และ สินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ในเงินฝากประเภทออมทรัพย์และเงินฝากประจำ มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 4/68 โดยกลุ่มลูกค้ารายได้สูง หรือ Mass affluent ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 1-10 ล้านบาท มีสัดส่วน 34.4% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้

ส่วนลูกค้า High-net worth ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วน 36.5% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ ขณะเดียวกันมองว่า BBL และ KTB มีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจ Wealth มากที่สุด แต่ธนาคารจำเป็นต้องมีการบูรณาการธุรกิจ Wealth เข้ากับกลยุทธ์หลัก รวมทั้งทำการปรับปรุงผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ และ เพิ่มขีดความสามารถของทีมผู้จัดการความสัมพันธ์(RM)

สินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวในปี 69-71 และ อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธนาคารไทยหันมาเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง(Wealth management) ซึ่งไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติม โดยรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ของ KBANK , KTB และ SCB เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 66-68

ในขณะที่ KBANK และ SCB เป็นธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ต่อรายได้จากการดำเนินงานรวมสูงที่สุด 5.8% และ 5.5% ตามลำดับในปี 68 ดังนั้น กำไรสุทธิของธนาคารทั้งสองจึงมีความอ่อนไหวต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมมากที่สุดในปี 69-71

สำหรับธนาคารขนาดใหญ่สี่แห่งของไทยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth คิดเป็นเพียง 13-19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 68 ทั้งนี้ ธุรกิจ Wealth management ใช้เงินทุนต่ำ และ ไม่ต้องตั้งสำรองสูง

อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย เพราะกลุ่มธนาคารน่าจะมีสินเชื่อเติบโตชะลอตัวในปี 69-71 แต่ยังคงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ประมาณ 6.5% ในปี 69 ขณะที่กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หากคุณภาพสินทรัพย์ลดลง และ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการลดต้นทุน , การเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่

จับตางบ Q2/69 แค่ทรงตัว – ทั้งปีเสี่ยงค่าฟีหด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ Q1/69 แม้กำไรสุทธิในภาพรวมยังทรงตัวได้ แต่หากพิจารณาโครงสร้างรายได้จะเห็นว่า แรงหนุนไม่ได้มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นรายได้หลักของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่กลับมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รายได้จากเงินปันผล กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หรือ FVTPL และ เงินสนับสนุนจาก FIDF จากโครงการคุณสู้ เราช่วย

แต่ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นตั้งแต่ Q2/69 เนื่องจากความต้องการใช้บริการทางการเงินบางประเภทอาจชะลอลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะเดียวกันความผันผวนของตลาดการลงทุนอาจกระทบต่อรายได้ค่าฟีจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การขายกองทุนรวม และ ผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของลูกค้า

นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมบางรายการอาจชะลอลงตามหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการของธปท. ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานและเพดานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมชำระเงิน รวมถึงจำกัดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ SMEs เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง และ ห้ามชดเชยด้วยการตั้งค่าธรรมเนียมใหม่ หรือ ปรับดอกเบี้ยทดแทน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังท้าทาย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกลุ่มแบงก์ในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

โบรกฯ ชี้ Q2/69 คือ บททดสอบหุ้นแบงก์

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ มีมุมมองระมัดระวัง แต่ยังบวกต่อรายได้ส่วนนี้ โดยแนวโน้มรายได้ไตรมาส 2/69 จะ ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/69 เนื่องจากเป็นฤดูกาลจ่ายปันผล ซึ่งช่วยหนุนปริมาณการซื้อขายในตลาดทุน ซึ่งความเสี่ยง และ ปัจจัยที่กดดัน คือ ตลาดหุ้นผันผวน โดยหากตลาดหุ้นไทยยังไม่ฟื้นชัดเจน ลูกค้าอาจชะลอการซื้อกองทุน และ หุ้น ซึ่งกำลังซื้อระดับกลางและล่าง จะส่งผลกระทบยอดขายประกัน และ ทำให้แบงก์ต้องไปโฟกัสกลุ่ม Wealth แทน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ในเดือนมิถุนายน 2569 คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ ธปท. เตรียมบังคับใช้มาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ 10-15 รายการ โดยแบงก์ที่พึ่งพารายได้ค่าธรรมเนียมแบบเดิมๆ จะโดนหั่นกำไรทันที

ซึ่งหุ้นที่แนะนำยังคงชอบหุ้นที่มีฐานทุนแข็งแรงและปันผลสูง เช่น KTB , SCB และ KKP เนื่องจากปันผลคาดการณ์สูงกว่า 7%

3 กลยุทธ์แบงก์ รับมือยุค NIM ขาลง

นักวิเคราะห์ ได้ระบุเพิ่มเติมว่า จากกรณีดังกล่าว แบงก์เตรียม 3 กลยุทธ์ในการรับมือกับ NIM ที่อยู่ในช่วงขาลงดังนี้

1.Shift to Performance Fee เปลี่ยนจากการเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า เป็นการเก็บตามผลกำไรที่ทำให้ลูกค้าได้ เพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหญ่

2.Bundling Services การรวมสิทธิประโยชน์ เช่น ประกัน บัตรเครดิต บริการที่ปรึกษา เข้าเป็น Package เพื่อเรียกเก็บเป็นรายปีแทนการเก็บรายครั้ง

3.Digital Lean ลดต้นทุนการดำเนินงานผ่าน AI เพื่อรักษา Net Profit Margin แม้รายได้ค่าธรรมเนียมบางส่วนจะหายไป

ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเปลี่ยนเครื่องยนต์ของแบงก์ไทย จากยุคกินดอกเบี้ย สู่ยุค ขายความมั่งคั่ง ซึ่งต้องจับตามองว่า แบงก์ไหนจะปรับตัวทันเกม Wealth และ ใครจะรักษากำไรได้ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน เพราะจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียม อาจไม่ใช่แค่ตัวช่วยอีกต่อไป แต่คือตัวชี้ชะตาของหุ้นแบงก์ไทยในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย