EXIM BANK วางเป้าสินเชื่อปีนี้โต 2% รับโจทย์ใหญ่ก.คลัง พา SMEs ไทยโตอย่างยั่งยืน  

รูป EXIM BANK วางเป้าสินเชื่อปีนี้โต 2% รับโจทย์ใหญ่ก.คลัง พา SMEs ไทยโตอย่างยั่งยืน  

efinAI


Here is the article revised with proper subheadings (H2/H3) and transition words added throughout, while keeping all original content and wording intact:

EXIM BANK วางเป้าสินเชื่อปีนี้โต 2% รับโจทย์ใหญ่ก.คลัง พา SMEs ไทยโตอย่างยั่งยืน

EXIM BANK รับปี 69 ส่งออกไทยต้องฝ่ามรสุมลูกใหญ่ จีดีพีต่ำสุดในรอบ 6 ปี ซ้ำแรงผันผวนจากภาวะสงคราม แรงบีบต้นทุนและโลกร้อน รับโจทย์จากกระทรวงคลัง ลุยกลยุทธ์ 5T ยกระดับผู้ส่งออก SME ไทย หาตลาดใหม่ ปรับโมเดลเปลี่ยนผ่านธุรกิจและวิธีคิด ชูโปร่งใสและยั่งยืน คาดสินเชื่อสีเขียวสัดส่วนแตะ 50% ในปีนี้ สวมบทเพื่อนร่วมทางผู้ส่งออก (Co-Pilot) วางเป้าหมายสินเชื่อรวมปี 2569 ไว้ที่ 1.8 แสนล้านบาท เติบโตเพียง 2% ย้ำ แม้ขยายตัวต่ำแต่ยั่งยืน เน้นช่วย SMEs ฐานรากโครงสร้างเศรษฐกิจ คาดหวังสินเชื่อใหม่ 7 หมื่นล้านบาท

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวน “โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ ที่ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวและฝ่าวิกฤตโลก” ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทาย 3 มิติหลัก กระทบต่อเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งสงคราม ส่งผลทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าผ่านภาษี, ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก กระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนความแปรปรวนของสภาพอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร คู่ค้าเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น มาตรการดูแลสินค้าข้ามพรมแดนต้องมีการรายงานการลดคาร์บอน (Carbon Border Adjustment Mechanism-CBAM)

IMF คาด GDP ไทยต่ำสุดรอบ 6 ปี

ด้วยเหตุนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโต 3.1% ลดจาก 3.4% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่การค้าโลกอาจโตแค่ 2.8% สวนทางกับเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 4.4% ซึ่งล้วนส่งแรงกดดันโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่องของผู้ส่งออกไทย

“นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังต้องแบกรับ “ภาวะ 3 สูง” จากความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ยากคาดการณ์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนสูง ราคาวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน และยังมีด้านกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบ ESG และสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากสินค้าราคาถูกจากจีนและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก”

ส่งออกไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน คาดโต 7%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 มีการเติบโตถึง 17% แต่ในช่วง 3 ไตรมาสสุดท้ายก่อนสิ้นปี เต็มไปด้วยปัจจัยท้าทาย จากความผันผวนที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกทั้ง 3 มิติ จึงคาดการณ์ว่าการส่งออกทั้งปีจะเติบโตเพียง 7% เนื่องจากผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลาง และต้นทุนที่สูงขึ้น

“แม้ไตรมาสแรกจะเติบโตสูงถึง 17% เกินความคาดหมายของทุกสถาบัน แต่ยังคงใช้ตัวเลขอนุรักษ์นิยม เพราะต้องคำนึงถึงต้นทุนที่บีบรัดขึ้น ความไม่แน่นอนของสงคราม และแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี ทำให้คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวราว 7% โดยมีแรงหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารโลก”

โลกเปลี่ยนกดดันส่งออกไทย ตั้งเป้าสินเชื่อโต 2% เพิ่มพอร์ตสินเชื่อสีเขียวสู่ 50%

เมื่อภาพรวมสถานการณ์โลกเต็มไปด้วยแรงกดดัน EXIM BANK จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ โดยตั้งเป้าสินเชื่อคงค้างรวมปีนี้ไว้ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เติบโต 2% ภายใต้วงเงินรองรับรวม 3-3.2 แสนล้านบาท โดยมีเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเน้นหนักไปที่สินเชื่อเพื่อการส่งออกก่อนการส่งมอบสินค้า (Packing Credit) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น 3-6 เดือน เพื่อตอบโจทย์ผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ให้มีเงินทุนเสริมสภาพคล่องในการจัดการส่งออกตามคำสั่งซื้อในต่างประเทศ

ในขณะเดียวกัน ยังคงเดินหน้าปรับสัดส่วนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ให้แตะ 50% ของยอดคงค้างรวมในปีนี้ เพราะต้องการช่วยให้ SMEs พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในโลกสีเขียว ซึ่งเป็นการปรับพอร์ตครั้งสำคัญเพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขหลักในการเข้าถึงตลาดโลก

รับโจทย์ 5T จากกระทรวงคลัง พา SME ไทย ฝ่าวิกฤติโลกเปลี่ยนผ่าน

นายชลัชระบุว่า บทบาทของ EXIM BANK จะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเดินทางกับผู้ส่งออก (Export Co-pilot) เป็นคู่คิด ที่ปรึกษาเคียงข้างผู้ประกอบการผ่านกลยุทธ์ 5T ตามแนวนโยบายกระทรวงการคลัง ซึ่งประกอบด้วย

T ที่ 1 — Target: กำหนดเป้าหมายเชิงรุก

Target กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะ SMEs ที่ในภาคการส่งออก จะต้องทำงานเชิงรุกออกไปเยี่ยมกิจการ หารือ รับฟังปัญหา เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือได้สอดคล้องกับความต้องการ ทั้งการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และเสริมสภาพคล่อง

T ที่ 2 — Transition: เปลี่ยนผ่านสู่ตลาดใหม่

Transition ช่วยผู้ส่งออกเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เต็มไปด้วยปัญหาผลกระทบจากความผันผวน อาทิ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและตะวันออกกลาง (พื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงสงคราม) ดังนั้น จึงต้องตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนตลาดใหม่ๆ ให้มีสัดส่วน 75% โดยมุ่งเป้าหมายหาโอกาสในตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมถึงตะวันออกกลางที่อาจฟื้นตัวหลังความขัดแย้งคลี่คลาย

T ที่ 3 — Transform: ปรับโมเดลธุรกิจและ Mindset

Transform ส่งเสริมให้ SME ปรับโมเดลธุรกิจและทัศนคติในการทำการค้า (Mindset) คิดกลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยผ่านการคิดวิเคราะห์ต้นทุนแทนลดราคาแข่งขันเป็นหลัก พร้อมกันกับบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์และรูปแบบการค้า โดย EXIM BANK จะเข้าไปทำหน้าที่เหมือน Co-pilot ร่วมวิเคราะห์ความคุ้มค่าในทุกมิติ

T ที่ 4 — Transparency: มาตรฐานโปร่งใสและยั่งยืน

Transparency ผลักดันให้ SME ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานความโปร่งใสและความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM, EUDR และ CSRD ของสหภาพยุโรป พร้อมขยายบริการจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้าที่ต้องการปรับตัว

T ที่ 5 — Together: บูรณาการพันธมิตรครบวงจร

Together บูรณาการการทำงานทั้งภายในองค์กรในรูปแบบเป็นทีมเดียวกันกับพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการส่งออก (Export Ecosystem) ครบวงจร

ด้วยเหตุนี้ มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทั้งความพร้อมในการรับมือและความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก

“EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤติ แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก” นายชลัช กล่าว

ขยายสินเชื่อ SMEs 3 พันราย เติมฐานรากเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สาเหตุที่ต้องส่งเสริม SMEs เนื่องมาจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวน SME ไทยที่ส่งออกได้จริงแทบไม่เติบโต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน หาก SME ยังยึดติดกับรูปแบบการค้าเดิมโดยไม่ปรับตัว มีความเสี่ยงสูญเสียตลาดส่งออก และยังถูกบีบให้หันกลับมาแข่งขันในตลาดในประเทศที่มีประชากรเพียง 66 ล้านคน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับตลาดผู้บริโภคระดับหลายร้อยล้านคนในต่างประเทศ ทำให้ต้องหาวิธีการเพิ่มจำนวน SMEs ให้เป็นลูกค้าราว 3,000 ราย

ทั้งนี้ มองในเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบันธนาคารไม่เน้นการขยายสินเชื่อให้เติบโตเร็วและเน้นมูลค่าที่ทำให้เติบโตเป็นอัตรามากกว่า 10% แต่กระทรวงการคลังเน้นเดินตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน หรือ ไส้ในของสินเชื่อจะต้องมีการขยายฐานลูกค้า SMEs ให้มากขึ้น เพราะเป็นเป้าหมายที่ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกผันผวน

“ดังนั้น ทางออกของ SME ไทยจึงไม่ใช่แค่การหาตลาดใหม่ แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยน Mindset ในการทำธุรกิจอย่างจริงจัง และ EXIM BANK ก็ต้องปรับกรอบความคิดไปพร้อมกัน โดยมองลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้กู้ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าที่ต้องพัฒนาให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านการยกระดับความสัมพันธ์จากลูกค้าทั่วไปสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาว เพื่อให้ SME ไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง