คนรุ่นใหม่ตามติดชีวิตปรสิต ONE Health เส้นด้ายเชื่อมวิกฤติสิ่งแวดล้อม สู่โรคอุบัติใหม่ในคน

efinAI
ตีแตกค่าย Power Green Camp ปี 21 พาคนรุ่นใหม่ตามติดชีวิตปรสิต แบคทีเรีย ไวรัสในเลือดสัตว์ กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชวนคิดวิเคราะห์บูรณาการ ธีม One Health บ้านปู เทรนเยาวชน เชื่อมวิกฤติสิ่งแวดล้อม โยงโรคอุบัติใหม่ในคน บทเรียนสร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มทักษะคนรุ่นใหม่ เลือกสาขาเรียนเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคกรีน ปั้นกองทัพดับวิกฤติโลกร้อนรับความท้าทายยุคใหม่

บ้านปูหนุนเยาวชน รับมือโลกผันผวน
รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงที่มาของการจัดตั้งค่าย ที่ในปีนี้เชื่อมโยงปัญหาสุขภาพ เข้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า เพราะมองว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นความท้าทายของมนุษย์ทุกคนบนโลก โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่จะต้องรับมือกับการดูแลโลกแทนคนรุ่นก่อนที่จะต้องเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาโลกไปให้ยาวนาน ที่ต้องแบกรับกับโลกที่เต็มไปด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบนโลก ที่เป็นผลจากการกระทำของคนในยุคปัจจุบัน จึงต้องเตรียมพัฒนาทักษะ ทัศนคติให้มีความยืดหยุ่นกับโลกในยุคหน้า
“เยาวชนเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตได้เอง เพราะเป็นคนที่จะต้องแบกรับภาวะทุกอย่างของโลกต่อไปจากนี้ จึงต้องเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องทักษะ ความยืดหยุ่น และความเข้าใจต่อโลกที่ผันผวนมากขึ้น เพื่อสร้างคนที่มีศักยภาพ ให้เยาวชนเติบโตเป็นคนที่แข็งแรงทางความคิด และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้”

21 ปี Power Green Camp สร้างแกนนำสิ่งแวดล้อม
ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา โครงการ Power Green Camp มีศิษย์เก่าหลายคนที่เติบโตเป็นแกนนำด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดเครือข่ายเยาวชน และเติบโตเป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม ในหลากหลายมิติ เช่น ทำงานเรื่องการคัดแยกขยะในชุมชน การนำขยะไปแปรรูปสร้างรายได้เพื่อช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ การรวมกลุ่มดูนก สอนเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า รวมถึงบางคนที่กลายเป็น Green Influencer ถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านสื่อออนไลน์
“สิ่งที่เราภูมิใจคือ เด็กที่เข้าค่ายไม่ได้จบแค่ 7 วันแล้วแยกย้าย แต่หลายคนกลับไปสร้างแรงกระเพื่อมในพื้นที่ของตัวเอง บางคนทำค่ายย่อย บางคนทำสื่อ บางคนเป็นแกนนำในชุมชน นี่คือสิ่งที่บ้านปูให้ความสำคัญมาก”

เส้นทางเรียนรู้ 5Cs สร้างภูมิความรู้และภูมิคุ้มกัน
การปลูกฝังเยาวชน มาจากแนวคิดความเชื่อของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนให้ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก ‘การพัฒนาคน’ จึงต้องปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้ วิธีคิด กับปัญหาโลกที่ซับซ้อนขึ้น เข้าใจความเสี่ยงรอบตัว รู้เท่าทัน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แนวทางแก้ไข สร้าง “ภูมิความรู้” และ “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับเยาวชน ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 5Cs (5C Learning Journey) ได้แก่
Connect – Connect the dots: เริ่มจากแนวคิด One Health สุขภาพของมนุษย์ล้วนเชื่อมโยงจากสัตว์และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของปัญหาในโลกปัจจุบัน
Confront – Confront the Crisis: การกล้าเผชิญกับสถานการณ์จริงของโลก เช่น โรคอุบัติใหม่และโรคติดต่อข้ามสายพันธุ์ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างเกราะป้องกันโรคในชุมชน
Crack – Crack the Clue: ฝึกใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูล เช่น การตรวจวัดคุณภาพอากาศ การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน การเรียนรู้ระบบเฝ้าระวังโรค และการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
Create – Create the Cure: บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขผ่านการฝึกปฏิบัติและการทำโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
Communicate – Communicate for Change: พัฒนาทักษะการสื่อสารและการเล่าเรื่อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมในฐานะผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) และสามารถนำความรู้ไปขยายผลในโรงเรียน ชุมชน และสังคม

ภาคธุรกิจร่วมพัฒนาคน ต้นน้ำบุคลากรโลกสีเขียว
รัฐพล ยังกล่าวต่อถึงเป้าหมาย ต้องการส่งเสริมให้เยาวชนนำความรู้ไปต่อยอด สร้างเครือข่าย ทำกิจกรรมเพื่อโรงเรียนหรือชุมชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การส่งเสริมโครงการได้ประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดก่อตั้งบ้านปู แม้ในปัจจุบันธุรกิจบ้านปูจะไม่มีฐานการผลิต (Operation) หลักในประเทศไทยมากเหมือนในต่างประเทศ แต่ยังมีเจตนารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย
“ทำธุรกิจอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก แต่ในภาพของประเทศไทย อยากเห็นเมืองไทยดีขึ้น อยากเห็นเยาวชนไทยมีศักยภาพมากขึ้น จึงต้องการส่งเสริมแนวทางตอบโจทย์ปัญหาสังคมและประเทศนี้ ซึ่งบทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาคน ตามแนวคิดการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมของบ้านปู
ถือเป็นแนวคิดสอดคล้องกับคุณค่าที่บ้านปูยึดถือ นั่นคือการเสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต (Embracing Potential, Energizing People) เพราะคนคือกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอนาคตของสังคม เราจึงมุ่งสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ใช่เพียงค่ายเยาวชน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘ต้นน้ำของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ’ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” นายรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

มหิดลชี้ One Health โจทย์เชื่อมสิ่งแวดล้อม-สัตว์-คน
ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า เด็กรุ่นปัจจุบันคือคนที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ตามที่ได้ลงนามข้อตกลงของสหประชาชาติ
“คนรุ่นผมอาจเกษียณไปก่อนถึงปี 2050 แต่เด็กรุ่นนี้คือคนที่จะต้องเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ขยับพัฒนาการตามยุคสมัย จากที่เน้นการอนุรักษ์ป่าไม้ สู่ยุค 3R การลดขยะ การลดโลกร้อน การลดก๊าซเรือนกระจก และปัจจุบันผสานกับแนวคิดความยั่งยืนที่ต้องเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม”

ความท้าทายของโลกในอนาคต ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความรู้เพียงสาขาเดียว จึงต้องบูรณาการทางความคิด องค์ความรู้ ให้กับคนรุ่นใหม่เชื่อมโยงของโลกทั้งระบบ ผ่านการปลูกฝังวิธีคิด วิเคราะห์ความเสี่ยงของโลก เชื่อมโยงกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงซ้อนและเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคต จึงต้องสอดคล้องกับองค์ความรู้ตั้งแต่ปรสิต เชื้อโรคที่อยู่ในสัตว์ ผ่านการส่องกล้อง จนพาไปวิธีการตรวจโรคในวัว และการตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรียในหมู่บ้านใกล้ชายแดน เพื่อฝึกทักษะการวิเคราะห์ปัญหาโรคระบาด จนเชื่อมโยงกับผลกระทบต่างๆ ที่เป็นปัญหาในยุคปัจจุบัน
ในปีนี้สำหรับแนวคิด One Health จึงเป็นบริบทที่สะท้อนความคิดเชิงระบบ (System Thinking) เชื่อมโยงปัญหาสุขภาพผลกระทบถึงคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นโจทย์ในการเตรียมพร้อมการเข้าใจโลกแล้ว ยังนำไปสู่การก้าวสู่ตลาดแรงงานในอนาคต ตรงกับความสนใจในสาขาที่เรียน เช่น แพทย์ สัตวแพทย์ นักสิ่งแวดล้อม หรือนักวิทยาศาสตร์ ในการอบรมจะทำให้ได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารและทำงานร่วมกัน เพราะปัญหาในโลกจริงไม่ได้แยกเป็นศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเหมือนในห้องเรียน
“ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี สัตว์ก็ได้รับผลกระทบ และสุดท้ายคนก็ได้รับผลกระทบตามมา เช่น การปนเปื้อนในดินและน้ำที่ส่งต่อไปยังปลา แล้วเมื่อคนกินปลานั้นเข้าไป สารปนเปื้อนก็ย้อนกลับมาสู่คน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด”

ฝังภูมิความรู้ คู่กับความกล้ารับมือยุคท้าทาย
การปลูกฝังองค์ทักษะ 2 ด้าน คือ ภูมิความรู้ และภูมิคุ้มกันในการปรับตัว โดยด้านแรกคือ ภูมิความรู้ จะต้องมีความรู้ในหลากหลายศาสตร์ โดยเลือกสิ่งที่รู้ลึกในศาสตร์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงไปคู่กับศาสตร์อื่นได้ เช่นเดียวกันกับ T-shaped knowledge คือมีความรู้ลึกในสาขาของตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีความรู้กว้างพอที่จะทำงานร่วมกับคนจากหลายสาขา
“เมื่อ T หลายตัวมาต่อกันจะกลายเป็นฐานที่มั่นคง เวลามีภัยพิบัติหรือปัญหาใหญ่เกิดขึ้น ฐานความรู้ที่หลากหลายจะช่วยให้เราบูรณาการและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น”
ด้านที่สองคือ ภูมิคุ้มกันในการปรับตัว เพื่อรับมือกับโลกเต็มไปด้วยการทำลายล้าง เปลี่ยนแปลง (Disruption) ทั้งโควิด-19 ปัญหาโลกร้อน ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีอย่าง AI เด็กจึงต้องมีทักษะสำคัญ เช่น คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การคิดมีเหตุผล การปรับตัว (Adaptability) และความยืดหยุ่น (Resilience) หรือความสามารถในการล้มแล้วลุกให้เร็ว
“ความรู้อย่างเดียวไม่พอแล้ว เด็กต้องมีทักษะในการอยู่รอดในสภาวการณ์ปัจจุบันด้วย”

เสียงเยาวชน ผู้นำรุ่นใหม่ปลุกพลังชุมชน
น้องใจดี นางสาวกมลชนก น้อยแน่ง จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดปทุมธานี ตัวแทนเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 21 กล่าวว่า “ค่ายเพาเวอร์กรีนทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด เราไม่ได้เรียนแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ได้เรียนทั้งเรื่องสุขภาพ วิทยาศาสตร์ การใช้ข้อมูล และการสื่อสาร ทำให้เห็นว่าปัญหาต่างๆ เชื่อมโยงกันหมด และที่สำคัญคือ เราได้ลงมือทำจริง พอได้เห็นรุ่นพี่หลายคนที่เคยเข้าค่ายฯ แล้วกลับไปทำโครงการในโรงเรียนและชุมชน ก็ยิ่งทำให้อยากนำความรู้จากค่ายฯ ไปต่อยอดในโรงเรียนหรือชุมชนของตัวเอง”











