นักลงทุนสถาบันห่วงการลงทุน ESG ในไทยยังสัดส่วนต่ำ เร่งธุรกิจใช้เป็นกลยุทธ์เพิ่มโอกาส  

รูป นักลงทุนสถาบันห่วงการลงทุน ESG ในไทยยังสัดส่วนต่ำ เร่งธุรกิจใช้เป็นกลยุทธ์เพิ่มโอกาส  

efinAI


Fair Finance Thailand จัดเสวนาสะท้อนมุมมองสถาบันลงทุนผ่าน ESG พบ มูลค่าลงทุน ESG โตก้าวกระโดด จากหลักหมื่นเป็นแสนล้าน ภายใน 5 ปี แต่สัดส่วนเพียง 2% ในอุตสาหกรรมการลงทุน ชี้ยังมีช่องว่างธุรกิจยังเคลื่อนช้า ภาคประชาชนจึงมองไม่เห็นความสำคัญ มีเพียงบางกลุ่มลงทุนหวังใช้ประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก ภาคกำกับดูแล ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์ ย้ำ ESG คือเครื่องมือบริหารเสี่ยงขับเคลื่อนดึงมาเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ เพิ่มโอกาส แทนมองเป็นภาระต้นทุน

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย หรือ Fair Finance Thailand ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “ความท้าทายและโอกาส: ก้าวต่อไปของการยกระดับนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย” พร้อมการนำเสนอร่างงานวิจัย “การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย” เพื่อสะท้อนมุมมองของความท้าทาย โอกาส และข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ของนักลงทุนสถาบันและตลาดทุนไทย

มูลค่าสินทรัพย์ ESG ยังคงอยู่ที่ 2% ของอุตสาหกรรมรวม

ภายในงานเริ่มต้นด้วยปาฐกถาหัวข้อพิเศษ “ความสำคัญและแนวทางการยกระดับนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบัน” โดย ดวงกมล พิศาล เลขาธิการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ที่เล่าถึงภาพรวมของสัดส่วนกองทุน ESG ที่ถึงแม้ตัวเลขจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากหลักหมื่นล้านเป็นหลักแสนล้านภายในช่วงระยะเวลา 5 ปีมานี้ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของอุตสาหกรรม จะเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ESG คิดเป็นเพียง 2% ของมูลค่าทั้งอุตสาหกรรม

“ด้านหนึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้เราต้องก้าวเข้าไปสู่ปริมาณการลงทุนที่เป็น ESG ที่มากกว่านี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นปัจจัยสะท้อนอุปสรรคเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่โตมากกว่านี้ แม้เราจะได้ภาษีสนับสนุนจากรัฐบาล แต่กลับยังไม่ประสบความสำเร็จในเชิงของการทำให้ประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบริหารภาษีมากกว่า” ดวงกมล กล่าว

นักลงทุนสถาบันชี้ ESG คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง

ต่อจากนั้น ช่วงที่สองเป็นการนำเสนอร่างงานวิจัย “การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย” โดย ปิยาพัชร โกมลฤทธิ และ กฤษตฤณ วีระฉันทะชาต นักวิจัยจากแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย โดยผลการวิจัยฉบับเต็มจะเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ Fair Finance Thailand

ในส่วนนี้ นักวิจัยสรุปภาพรวมไว้ว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันไทยมีความตื่นตัวสำหรับการลงทุนโดยคำนึงถึงประเด็นด้าน ESG ในระดับเริ่มต้น ทั้งยังสามารถจัดการกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนได้ดี หากแต่ยังจำเป็นต้องเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และขยายวิสัยทัศน์ให้ครอบคลุมการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ผูกติด ESG กับผลลัพธ์ทางการเงิน

หลังจากนั้นเป็นช่วงเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายและโอกาส: ก้าวต่อไปของการยกระดับนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย” ที่ได้ สิรีฒร ศิวิลัย ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายธุรกิจจัดการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์และระบบนิเวศการลงทุนอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), ดร.แมน ชุติชูเดช รองเลขาธิการและผู้บริหารกลุ่มงานยุทธศาสตร์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย และ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ กรรมการบริหาร ผู้ก่อตั้ง และ Group CEO กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์ (Treasurist) ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น

เวทีเสวนาเปิดด้วยการพูดถึงการลงทุนอย่างรับผิดชอบที่คำนึงถึงประเด็น ESG โดยธิดาศิริเล่าว่า บลจ.กสิกรไทย มองเห็นแนวโน้มของการดำเนินการด้านการลงทุนในต่างประเทศที่เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อนจะนำมาปรับใช้กับตลาดทุนไทยตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงแรก และชี้ถึงความท้าทายในการผูกติด ESG กับผลกระทบการเงิน เชื่อมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ในแต่ละภาคส่วนหรืออุตสาหกรรม อาจจะมีการให้ความสำคัญด้าน ESG ในแต่ละหัวข้อไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องดูว่าหัวข้อไหนมีผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทนั้นๆ มากที่สุด ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย” ธิดาศิริ กล่าว

กบข. ปรับกลยุทธ์จากกำไรสูงสุดสู่การลงทุนที่สมดุล

ในทิศทางเดียวกัน ดร.แมน ได้พูดถึงการปรับนโยบายการลงทุนของ กบข. จากเดิมที่เน้นผลตอบแทนสูงสุด (maximum financial return) มาเป็นการลงทุนที่รักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางการลงทุนและการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (optimum financial return) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

ก.ล.ต. เชื่อมมาตรฐาน ESG สากล ขับเคลื่อนธุรกิจไทย

สิรีฒร ผู้บริหารจาก ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้พูดถึงความท้าทายในการยกระดับมาตรฐาน ESG ทั้งอุตสาหกรรมว่า ความท้าทายแรกมาจากการที่ ESG เป็นเรื่องที่มีวิวัฒนาการค่อนข้างรวดเร็ว มาตรฐาน ESG จึงปรับเร็วมาก ในขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องการระยะเวลาในการปรับตัว เราจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานสากล อย่างเช่นตัว ISSB ที่ออกมา เราจะออกกฎเกณฑ์อย่างไรให้เขาสามารถรายงานตาม ISSB ได้ภายใต้บริบทของประเทศไทย และจะให้ระยะเวลาเขาในการปรับตัวมากแค่ไหน

“ดังนั้น คำถามที่สำคัญของ ก.ล.ต. ก็คือ ไม่ใช่ว่าเราจะไปได้เร็วแค่ไหน แต่เราจะพาทุกคนไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไรมากกว่า”

หนุน บจ. วิเคราะห์ ESG ในธุรกิจ

ทางด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของตลาดทุน ชาริกาอธิบายว่า ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้การดำเนินงานด้าน ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจดทะเบียนอย่างแท้จริง โดยพบว่าแต่ละธุรกิจต่างก็มีอุปสรรคที่ต่างกัน

“เรื่อง ESG ในแต่ละบริษัท แต่ละราย มีความท้าทายค่อนข้างมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละแห่งเราเรียกว่ามี ESG hot spot ที่แตกต่างกัน บางบริษัทต้องให้ความสำคัญเรื่องการลดการใช้คาร์บอนหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน บางบริษัทอาจมีประเด็นความเสี่ยงและโอกาสในเรื่องสิทธิมนุษยชน” ชาริกา กล่าว

นอกจากนี้ ศกุนพัฒน์ยังได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของนักลงทุนรายย่อยว่า หากเรื่อง ESG สามารถรวมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกันกับการดำเนินธุรกิจ เป็นพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ จะตัดปัญหาความไม่เข้าใจของผู้ลงทุนรายย่อยออกไปได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีประเด็นปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นรอบโลก

“ความเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยมีความเชื่อถือในเรื่องนี้มากขึ้นต้องผ่านมาตรการต่างๆ ที่ยกระดับ ESG และทำให้เป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น ผมคิดว่าต้องใช้เวลา แต่ถ้าทำได้ก็จะยั่งยืน” ศกุนพัฒน์ กล่าว

ESG คือ DNA ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

ในประเด็นเดียวกัน ดร.แมน กล่าวเสริมว่า “ESG ต้องเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอก่อน มันต้องเริ่มจากภายในว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้เป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น ความท้าทายต่อมาคือต้อง Tone from the Top หมายความว่า ผู้ใหญ่ในองค์กรต้องเห็นดีด้วย ทีมที่รับไม้ต่อจะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน”

ขณะที่ชาริกาแสดงความเห็นว่า “เวลาเราทำงานกับบริษัทจดทะเบียน เขาจะบอกว่า ESG เป็นต้นทุน แต่จริงๆ แล้วมันคือเรื่องของความเสี่ยงและโอกาส ถ้าทำก็มองเป็นต้นทุน แต่ถ้าไม่ทำ เจ้าของธุรกิจยอมเสียโอกาส และยอมให้ความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นแล้วไปชดเชยทีหลังหรือเปล่า ในบทบาทของตลาดหลักทรัพย์เอง เราก็อาจจะต้องช่วยเปลี่ยนความเข้าใจที่มองว่า ESG เป็นเรื่องแยกส่วนหรือต้นทุน ให้เป็นการทำธุรกิจที่มองทั้งความเสี่ยงและโอกาส”

ท้ายที่สุด สิรีฒรปิดด้วยการชี้ถึงโอกาสว่า การยกระดับนโยบาย ESG ไม่ควรถูกมองว่าเป็นต้นทุนเพียงด้านเดียว เพราะอีกด้านคือโอกาสทางธุรกิจ “การทำ ESG ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน” นอกจากนี้ ทาง ก.ล.ต. ยังมองว่า ESG ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และเปิดช่องทางให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้าน ESG เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง