โบรกฯ คงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กฯเท่าตลาด ชู HANA แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง-มีอัพไซด์เพิ่มจาก AI

รูป โบรกฯ คงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กฯเท่าตลาด ชู HANA แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง-มีอัพไซด์เพิ่มจาก AI

efinAI


โบรกฯ เผยคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยเท่าตลาด เคาะ HANA เติบโตดี รับกระแส AI หนุน พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 52 บาท/หุ้น ส่วน CCET-DELTA แนะนำถือ และ KCE แนะนำขาย

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงน้ำหนักการลงทุน "เท่าตลาด" สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย (ETRON) เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องกำแพงภาษีและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ได้เปลี่ยนหุ้นเด่นมาเป็น HANA (จากเดิม CCET) เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตที่ดีกว่าจากกระแส AI รวมถึงแรงส่งของกำไรหลักที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ช่วงปี 2568-71 ของ HANA อยู่ที่ 46% เทียบกับ CCET ที่ 18%) ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม ETRON ของไทยเริ่มมีสัดส่วนรายได้ที่มาจาก AI เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดย DELTA และ HANA เป็นสองบริษัทที่เห็นการเติบโตในส่วนนี้เร็วที่สุด

***HANA แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง และ ยังมีอัพไซด์เพิ่มจำก AI

ปัจจุบัน HANA เป็นหุ้นเด่นของเรา และ เป็นหุ้นตัวเดียวในกลุ่ม ETRON ไทยที่แนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรหลัก (CAGR) ช่วงปี 2568-71 สูงที่สุดที่ 45% เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในกลุ่มที่มี CAGR อยู่ที่ 11-43% ล่าสุด HANA เพิ่งได้ลูกค้ารายที่สองในกลุ่ม AI และ กำลังจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัวให้กับ Phononic (ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกในกลุ่ม AI) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้รวมที่มาจาก AI ในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเป็น 12% (จาก 0% ในปี 2568)

สำหรับปัจจัยหนุนที่จะทำให้ราคาหุ้นเกิดการ Re-rating ได้แก่ การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในช่วง 2H26 และ การปรับประมาณการขึ้นของตลาด (Consensus Upgrade) ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายที่ 52 บาท ถือเป็นราคาที่สูงที่สุดในตลาด และ ประมาณการกำไรหลักในปี 2570 ของเราก็สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่ 27% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราว่า HANA จะสามารถลดผลขาดทุนที่ PMS/HTI ลงได้ และ จะได้รับประโยชน์จากเทรนด์ AI อย่างเต็มที่

***แนะนำ "ถือ" CCET & DELTA และ แนะนำ "ขาย" KCE

แม้ว่าเราจะคาดการณ์ว่า CCET (ถือ , ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท) และ DELTA (ถือ , ราคาเป้าหมาย 336 บาท) จะมีการเติบโตของกำไรหลักช่วงปี 2568-71 ที่แข็งแกร่งถึง 18% และ 43% ตามลำดับ แต่มองว่าระดับ PEG ที่ 2.1 เท่า และ 2.8 เท่า นั้นดูไม่ค่อยน่าจูงใจเมื่อเทียบกับ PEG ของ HANA ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.8 เท่า ในทางกลับกันยังคงแนะนา "ขาย" สำหรับ KCE (ราคาเป้าหมาย 19.0 บาท) เนื่องจากมี PEG สูงถึง 4.9 เท่า ซึ่งถือว่าแพงเกินไปอย่างไม่สมเหตุสมผล นอกเหนือจากการที่ KCE ยังไม่มีลูกค้ารองรับในกลุ่ม AI แล้ว บริษัทฯยังมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มราคาขายเฉลี่ย (ASP) เนื่องจากตลาดรถยนต์ทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะซบเซา

***อัตราภาษีใหม่ที่ 12.5% ไม่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่อะไร

สหรัฐฯ มีแผนที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีกับประเทศไทยเป็น 12.5% จากเดิมที่ 10% (ซึ่งกำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม) มองว่าประเด็นนี้ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น 2.5% นั้นถือว่าน้อยมาก และ ยังคงต่ำกว่าอัตราภาษีคงที่ (Flat rate) ที่ 19% ที่ประเทศไทยเคยโดนจัดเก็บในปี 2568 นอกจากนี้ ทางสหรัฐฯ ยังได้ยอมรับว่าประเทศไทยมีความพยายามในการปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับลดอัตราภาษีลงได้อีกในอนาคต

ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย