ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทำสถิติใหม่กดดัน BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7

รูป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทำสถิติใหม่กดดัน BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 เม.ย. 69 16:52 น.

• ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ในการประชุมวันที่ 21-22 เม.ย. 2569 พร้อมคงดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3.75% และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.50% โดยการตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าทำสถิติใหม่ ซึ่งทำให้การรักษาเสถียรภาพค่าเงินกลายเป็นภารกิจเร่งด่วน และเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยกดดันหลักสามารถสรุปได้ดังนี้

◦ ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าในลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเคลื่อนไหวอ่อนค่าต่ำกว่าระดับ 17,000 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และล่าสุดอยู่ที่ 17,283 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ อ่อนค่า 3.4%YTD (ณ 23 เม.ย.) แม้ BI จะใช้มาตรการดูแลค่าเงินอย่างต่อเนื่อง การอ่อนค่าดังกล่าวสะท้อนทั้งแรงกดดันจากภายนอกและปัจจัยเฉพาะของอินโดนีเซียที่ทำให้ค่าเงินเปราะบางกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อเสถียรภาพนโยบายและฐานะการคลังยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาด

◦ เงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นแรงส่งผ่านหลักที่กดดันค่าเงิน โดยอินโดนีเซียยังพึ่งพาเงินทุนต่างชาติในระดับสูง สะท้อนจากสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ราว 13% ส่งผลให้ค่าเงินมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นนักลงทุน ในไตรมาส 1/2569 อินโดนีเซียเผชิญเงินทุนไหลออกสุทธิประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งสะท้อนการลดการถือครองสินทรัพย์อินโดนีเซีย และเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินอย่างต่อเนื่อง

◦ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับสูง แม้เริ่มผ่อนคลายลงแต่ยังมีความเสี่ยง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอายุ 10 ปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.6% ในเดือนเม.ย. จาก 6.1% ในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ดี ระดับผลตอบแทนที่ยังอยู่ในระดับสูงสะท้อนว่าตลาดยังคงต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง และยังเป็นข้อจำกัดต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากการลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกเพิ่มเติม

◦ ราคาพลังงานเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อเร่งขึ้น แม้เงินเฟ้อเดือนมี.ค.อยู่ที่ 3.48% กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1.5-3.5% แต่ความเสี่ยงจากราคาพลังงานยังคงสูง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เพิ่มภาระการคลังจากการอุดหนุนพลังงาน และอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งจะส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อและยิ่งจำกัดการลดดอกเบี้ย

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้แรงกดดันจากค่าเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โอกาสในการผ่อนคลายทางการเงินในระยะนี้มีจำกัดอย่างมาก ขณะที่ในระยะข้างหน้าทิศทางดอกเบี้ยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก ทำให้จังหวะเวลาในการปรับลดดอกเบี้ยมีแนวโน้มล่าช้าออกไป


ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์
เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส
tasawan.k@kasikornresearch.com



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ