ดาวโจนส์ปิดลบ 179 จุด หลังสงครามอิหร่านส่อเค้ายืดเยื้อ-งบ Q1 ไร้ทิศทาง

รูป ดาวโจนส์ปิดลบ 179 จุด หลังสงครามอิหร่านส่อเค้ายืดเยื้อ-งบ Q1 ไร้ทิศทาง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 เม.ย. 69 6:53: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนในวันพฤหัสบดี(23 เม.ย) เนื่องจากความหวังว่า สงครามอิหร่านจะยุติลงโดยเร็วนั้นเริ่มริบหรี่ลง ขณะที่นักลงทุนซึมซับรายงานผลประกอบการบริษัทที่ออกมาไร้ทิศทาง ท่ามกลางความกังวลระลอกใหม่ว่า เทคโนโลยี AI จะดิสรัปต์ธุรกิจซอฟต์แวร์

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,310.32 จุด ลดลง 179.71 จุด (-0.36%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,108.40 จุด ลดลง 29.50 จุด (-0.41%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,438.50 จุด ลดลง 219.06 จุด (-0.89%)

ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นยังคงเคลื่อนไหวทรงตัวหลังมีรายงานว่า อิหร่านยกระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีการแพร่ภาพเหตุทหารอิหร่านบุกยึดเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดเริ่มอ่อนแรงลงหลังมีรายงานว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ลาออกจากหัวหน้าทีมเจรจา และดิ่งลงอย่างต่อเนื่องหลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากรายงานการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน โดยสำนักข่าว Fars ของอิหร่านระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศเปิดทำงานเนื่องจากพบโดรนขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศ

เจย์ แฮตฟิลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Infrastructure Capital Advisors ให้ความเห็นว่า ภาวะตลาดในขณะนี้เป็นการสลับไปมาระหว่างข่าวผลประกอบการและสถานการณ์สงครามซึ่งมีแนวโน้มไม่สู้ดีนัก หลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนบางส่วนจึงเริ่มหาจังหวะลดสัดส่วนการลงทุนลง ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยสนับสนุนในการขายทำกำไรที่สมเหตุสมผล

ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ด้วยความคาดหวังว่าการหาทางออกของสงครามอิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ประกอบกับการคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การทำกำไรในสัปดาห์นี้กลับทำได้ยากขึ้น โดยเมื่อวันจันทร์ ดัชนีแนสแดคยุติสถิติการบวกติดต่อกัน 13 วัน หลังจากความเชื่อมั่นเรื่องการยุติสงครามลดน้อยลง ส่งผลให้ดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวลดลงเล็กน้อยในภาพรวมรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงยังคงอยู่ในความสนใจของตลาด

ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจได้

ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของสหรัฐฯ จาก S&P Global ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนนี้หลังจากเกือบชะงักงันในเดือนมี.ค. แต่การฟื้นตัวดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสำรองสินค้าคงคลังเพื่อรับมือกับความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบและการปรับขึ้นราคา

ส่วนภาพรวมผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นับจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี (ตามเวลาสหรัฐฯ) มี 123 บริษัทที่รายงานผลประกอบการแล้ว โดย 82.1% ในจำนวนนี้ มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยมีอัตราการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 15.6% เพิ่มขึ้นจาก 14.4% เมื่อต้นเดือน

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 ลดลง 1.47% และเป็นกลุ่มที่ปิดลบมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณใน S&P500 โดยถูกกดดันจากหุ้น IBM ที่ดิ่งลง 8.25% หลังเผยรายได้ไตรมาสแรกชะลอตัวลงเนื่องจากธุรกิจซอฟต์แวร์ที่อ่อนแอ

- หุ้น ServiceNow ปิดทรุด 17.75% หลังรายงานผลกำไรรายไตรมาส ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดดีลกับหน่วยงานภาครัฐในตะวันออกกลางที่ล่าช้าออกไป ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความกังวลที่ว่าโมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิมของภาคซอฟต์แวร์อาจถูกดิสรัปต์จากเครื่องมือ AI ใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้ดัชนีซอฟต์แวร์และบริการของ S&P 500 ร่วงลง 5.09% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา

- หุ้น Tesla ลดลง 3.56% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของปีนี้ ขึ้นสูงกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์

- หุ้น Avis Budget บริษัทเช่ารถ ทรุดลง 48.38% ทำสถิติร่วงลงมากที่สุดในสองวัน หลังจากก่อนหน้านี้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์หุ้นมีมสต็อก (Meme Stock) เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

- หุ้น Texas Instruments พุ่งขึ้น 19.43% ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2000 หลังจากคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาสสองสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,410 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,330 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.38 ต่อ 1 หุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีสัดส่วน 2.03 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 41 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 8 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 124 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 103 ตัว

ที่มา Reuters



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย