ธนาคารกลางเม็กซิโกคงอัตราดอกเบี้ย 6.5% ต่อเนื่องครั้งที่ 3 จับตาสัญญาณเงินเฟ้อและค่าเงินกระทบสินทรัพย์เสี่ยง
ธนาคารกลางเม็กซิโก (Banxico) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 6.5% ในการประชุมเดือนกันยายน นับเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งหมด 23 ราย ที่ Bloomberg สำรวจไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี จุดที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่าคือถ้อยแถลงของธนาคารกลางที่เปิดทางให้การตัดสินใจครั้งถัดไปยืดหยุ่นขึ้น โดยไม่ได้ยืนยันอีกต่อไปว่าจะคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิมต่อไปอย่างแน่นอน
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Banxico เพิ่งยุติวงจรการลดดอกเบี้ยที่ยาวนานถึง 2 ปี เมื่อเดือนมิถุนายน ขณะที่ในเดือนสิงหาคมธนาคารกลางยังมองว่าการคงดอกเบี้ยเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่รอบล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุชัดว่าจะพิจารณาจากพัฒนาการของเงินเฟ้อ ปัจจัยที่มีผลต่อเงินเฟ้อ รวมถึงการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะส่วนเกินของเศรษฐกิจ และความคาดหวังเงินเฟ้อ ซึ่งสะท้อนว่าธนาคารกลางเริ่มให้น้ำหนักกับค่าเงินเปโซมากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงช้ากว่าคาด
เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย
ข้อมูลอย่างเป็นทางการก่อนการประชุมระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งแรกของเดือนกันยายนอยู่ที่ 3.42% สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมอาหารและพลังงาน อยู่ที่ 3.79% สูงกว่าเป้าหมายของ Banxico ที่กำหนดไว้ที่ 3% บวกลบ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้เต็มที่ แม้เศรษฐกิจจะต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติมก็ตาม
นักวิเคราะห์มองว่า Banxico กำลังส่งสัญญาณเชิงระวังมากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันจากค่าเงินอ่อนค่ามีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้านำเข้า และทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการพยุงเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาอย่างรอบคอบ
ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐและแรงกดดันต่อเปโซ
ปัจจัยภายนอกก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยการคงดอกเบี้ยของ Banxico เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐแคบลง และกดดันค่าเงินเปโซให้เคลื่อนไหวแถว 17.75 ต่อดอลลาร์ หลังข่าวการตัดสินใจออกมา
ถ้อยแถลงของ Banxico ที่ยืนยันว่าจะไม่ตอบสนองแบบอัตโนมัติต่อ Fed สะท้อนความจริงที่ธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญ นั่นคือการเลือกระหว่างการปกป้องค่าเงินกับการสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ หากเปโซอ่อนค่าลงมากเกินไป การส่งผ่านราคาสินค้านำเข้าอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นอีก และอาจบังคับให้ Banxico ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตได้
Dan Pan นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคอเมริกาจาก Standard Chartered Bank มองว่า Banxico เลือกแนวทางสายกลางอย่างระมัดระวัง และการให้น้ำหนักกับผลกระทบจากค่าเงินมากขึ้น อาจหมายถึงโอกาสที่ธนาคารกลางพร้อมขยับขึ้นดอกเบี้ย หากส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐแคบลงจนทำให้เปโซอ่อนค่ารุนแรงเกินไป
บทเรียนต่อไทย: ดอลลาร์แข็ง เงินทุนไหลและสินทรัพย์เสี่ยงถูกกดดัน
แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเม็กซิโก แต่ประเด็นสำคัญสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดโลก คือ ดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง และ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ต้องเผชิญอยู่แล้ว เมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างประเทศแคบลง เงินทุนมักไหลไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือกลับไปถือดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่ากดดันตลาดทุนในประเทศ
สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเป็นตัวแปรสำคัญต่อกระแสเงินทุนระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง ซึ่งอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น หากตลาดประเมินว่า Fed ยังไม่จบวงจรดอกเบี้ย นอกจากนี้ พันธบัตรไทยระยะสั้นอาจถูกลดความน่าสนใจลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ดอลลาร์
ทองคำและตราสารหนี้ต่างประเทศยังต้องประเมินจังหวะ
ในฝั่งสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบมากจากทั้งดอกเบี้ยและค่าเงินสหรัฐ เพราะเมื่อดอกเบี้ยยังสูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำก็สูงตามไปด้วย ขณะเดียวกันดอลลาร์ที่แข็งค่าจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังเปิดกว้างยิ่งกดดันราคาทองให้อยู่ในกรอบจำกัดหรือมีแรงขายเพิ่มเติม
ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรเม็กซิโก อาจดึงดูดนักลงทุนจากผลตอบแทนที่สูง แต่ความเสี่ยงด้านค่าเงินเปโซอ่อนค่ามีโอกาสกลบผลตอบแทนดังกล่าวได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนไทยในช่วงนี้อาจเป็นการกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนที่เน้นสินทรัพย์ทั่วโลก และรอจังหวะที่สัญญาณเงินเฟ้อชัดเจนขึ้นหรือ Fed เริ่มส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก่อนเพิ่มน้ำหนักในทองคำหรือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
โดยสรุป การคงดอกเบี้ยของ Banxico ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเม็กซิโกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนสภาวะของตลาดการเงินโลกที่ยังต้องเผชิญกับดอกเบี้ยสูง ค่าเงินดอลลาร์แข็ง และความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยังไม่หมดไป ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางเงินทุนและการจัดพอร์ตของนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยด้วย