เอเชียแห่ซบน้ำมันสหรัฐฯ สูงสุดรอบ 3 ปี ด้านรัฐบาลทรัมป์จี้บริษัทน้ำมันเร่งเพิ่มการผลิต

รูป เอเชียแห่ซบน้ำมันสหรัฐฯ สูงสุดรอบ 3 ปี ด้านรัฐบาลทรัมป์จี้บริษัทน้ำมันเร่งเพิ่มการผลิต

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 เม.ย. 69 12:43 น.

โรงกลั่นในเอเชียหันมานำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางที่หายไปเนื่องจากสงครามอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กระตุ้นให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรับมือภาวะ Oil shock ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลจากกลุ่มเทรดเดอร์ระบุว่า ผู้ซื้อน้ำมันในญี่ปุ่นกว้านซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่มีกำหนดส่งมอบในเดือนพ.ค.ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน โดยมีโรงกลั่นจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย รายงานระบุว่า มีการจัดซื้อน้ำมันดิบจากบริเวณอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมโหลดในเดือนหน้าไปแล้วอย่างน้อย 60 ล้านบาร์เรล ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการโหลดน้ำมันในเดือนเม.ย. และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

ทั้งนี้ วิกฤตพลังงานในเอเชียเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว โดยรัฐบาลบางประเทศเริ่มออกมาตรการลดการใช้พลังงาน ขณะที่สายการบินบางแห่งยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากภาวะสงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7

น้ำมันของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่มุ่งหน้าสู่เอเชียจะขนส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษหรือที่เรียกว่า VLCC ( (Very Large Crude Carrier) ซึ่งสามารถบรรทุกน้ำมันได้ประมาณ 2 ล้านบาร์เรล รวมถึงมีการใช้เรือบรรทุกขนาดเล็กลงมาอย่างเรือ Aframax ที่สามารถแล่นผ่านคลองปานามาเพื่อช่วยให้การเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังเอเชียตะวันออกทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จอห์น โคลแมน นักวิเคราะห์น้ำมันดิบจากบริษัทข้อมูลด้านพลังงาน Sparta Commodities ระบุว่า บริษัทไม่พบเรือ VLCC ที่พร้อมให้เช่าสำหรับการขนส่งในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 90 วันที่มักจะมีเรือว่างประมาณ 4 ลำ สถานการณ์นี้เช่นนี้บ่งชี้ว่า คิวการจองเรือแน่นมาก รวมถึงแนวโน้มการส่งออกน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจากแถบอ่าวเม็กซิโก

ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าการส่งออกน้ำมัน ซึ่งรวมทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเป็นการส่งออกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นไปกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2025

โรหิต ราธอด นักวิเคราะห์อาวุโสด้านตลาดน้ำมันจาก Vortexa กล่าวว่า เจ้าของเรือทุกรายในขณะนี้มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เมื่อไม่สามารถโหลดน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซียได้ แถบแอตแลนติกจึงเป็นทางเลือกเดียว และคาดการณ์ว่าการส่งออกจากอ่าวเม็กซิโกจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปในช่วงเดือนข้างหน้า แม้ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ก็ตาม

เทรดเดอร์ระบุว่าการสั่งซื้อส่วนใหญ่ในจำนวน 60 ล้านบาร์เรลเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน ขณะที่การทำธุรกรรมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันสหรัฐฯ ที่ส่งมอบไปยังเอเชียดีดตัวสูงเกินราคาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ความคุ้มค่าในการขนส่งลดลง

นอกจากนี้ ประเทศในเอเชียยังได้เพิ่มการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากแหล่ง Alaska North Slope ซึ่งเป็นน้ำมันประเภทซัลเฟอร์สูงที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจากอลาสกาซื้อขายกันที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนเม.ย. โดยมีส่วนต่างราคาสูงกว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถึง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สหรัฐฯ กล่อมบริษัทพลังงานเร่งผลิตน้ำมัน หวังคุมราคาทะยานช่วงสงคราม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดประชุมและเรียกร้องให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นการด่วนท่ามกลางสงครามในอิหร่าน

ดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรียกร้องในระหว่างการประชุมผ่านวิดีคอล ร่วมกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันประมาณ 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงตัวแทนจาก Exxon Mobil, Chevron, Continental Resources, Hilcorp Energy, Diamondback Energy, Devon Energy Corp. และ Occidental Petroleum Corp.

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการผลิตน้ำมันมานานหลายเดือนแล้ว ก่อนที่รัฐบาลจะเผชิญภาวะน้ำมันขาดตลาดที่ลุกลามไปทั่วโลก

ไรต์ยังคงย้ำการคาดการณ์ว่าการหยุดชะงักนี้จะดำเนินต่อไปอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลักเดือน ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ ในรัฐบาล รวมถึงตัวทรัมป์เอง ที่มองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น

แหล่งข่าววงในเผยว่า บรรยากาศในการประชุมครั้งนี้ค่อนข้างสงบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจะจูงใจให้บริษัทต่าง ๆ เพิ่มกำลังการผลิต แต่บรรดาผู้บริหารยังคงสงวนท่าทีที่จะนำกำไรมหาศาลในปัจจุบันไปใช้ในการขุดเจาะบ่อน้ำมันใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาซื้อขายล่วงหน้าบ่งชี้ว่าราคาจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตามรายงานจากแหล่งข่าวระบุว่า ผู้บริหารบริษัทน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความกังวลดังกล่าวในระหว่างการประชุม ขณะที่ผู้บริหารบางรายกล่าวว่ากำลังดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิตอยู่

ที่มา Bloomberg (1) และ (2)



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย