รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากหลายประเทศออกแถลงการณ์ร่วม เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปะทะรอบใหม่และการสกัดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอาจกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะที่แรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออาจยังคงอยู่แม้ความขัดแย้งจะยุติลงอย่างถาวรก็ตาม
แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลังจากสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ สเปน นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ โปแลนด์ และนิวซีแลนด์ ระบุว่า การปะทะกับอิหร่านทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตอย่างน่าใจหาย และเตือนว่าหากเกิดการสู้รบใหม่หรือการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
แถลงการณ์ยังย้ำให้ประเทศต่าง ๆ หลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการควบคุมการส่งออกที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล การกักตุน และอุปสรรคทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน เพื่อคงไว้ซึ่งการค้าแบบเปิดและมีกฎกติกา
ช่องแคบฮอร์มุซกระทบพลังงานอย่างไร
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้าพลังงานทั่วโลก เมื่อมีความเสี่ยงด้านความขัดแย้งหรือการกีดขวางเส้นทางเดินเรือ ตลาดมักประเมินราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความต่อเนื่องของอุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง
ผลกระทบต่อนักลงทุนและตลาดที่เกี่ยวข้อง
สำหรับนักลงทุน ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหุ้นกลุ่มพลังงาน น้ำมันดิบ ฟิวเจอร์สพลังงาน หุ้นขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึง ค่าเงินดอลลาร์ และตลาดหุ้นโลก หากความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ตลาดอาจเห็นความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงและการไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
- กลุ่มพลังงาน: ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและหุ้นที่เกี่ยวข้อง
- กลุ่มขนส่ง: ต้นทุนเส้นทางเดินเรือและโลจิสติกส์อาจสูงขึ้น
- ตลาดโลก: ความเชื่อมั่นถูกกระทบจากข่าวการหยุดยิงหรือการปะทะ
- ค่าเงิน: ดอลลาร์อาจได้รับแรงซื้อเมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
1) ความคืบหน้าของการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
2) การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
3) มาตรการคุ้มครองทางการค้าหรือข้อจำกัดด้านการส่งออกจากประเทศต่าง ๆ
ที่มา Bloomberg