เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อ SCC รับผลกระทบแค่ไหน หลังปิดโรงงาน LSP ชั่วคราว

รูป เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อ SCC รับผลกระทบแค่ไหน หลังปิดโรงงาน LSP ชั่วคราว

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 เม.ย. 69 11:05 น.

โบรกฯ มอง SCC เจอแรงกดดันระยะสั้น หลัง LSP เวียดนามหยุดผลิตชั่วคราว โดย DBS ชี้กระทบกำไร-EBITDA ชัดเจน,DAOL เตือน downside ต่อกำไรปี 69 จากปริมาณขายลดลง บล.กรุงศรี มองเป็นแรงกดดัน sentiment ระยะสั้น แนะ “ซื้อ/ทยอยสะสม” รับรอบฟื้นตัวระยะยาวของอุตฯ

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในธุรกิจปิโตรเคมี หลังโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม ประกาศหยุดดำเนินงานชั่วคราวช่วงกลางเดือนพ.ค.69 จากปัญหาข้อจำกัดการจัดหาวัตถุดิบ (feedstock) ต้นทุนที่อยู่ระดับสูง

สาเหตุดังกล่าวเชื่อมโยงกับการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งใน ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้โรงงาน Rayong Olefins Company (ROC) ในไทยต้องหยุดดำเนินงานไปก่อนหน้าในมี.ค.69 ส่งผลให้การดำเนินงานของ LSP ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้บริษัทพยายามบรรเทาผลกระทบแล้วก็ตาม

*** บล.ดีบีเอส ชี้กระทบกำไรระยะสั้นชัดเจน – LSP ทำ EBITDA หาย 250 ลบ./เดือน

บล.ดีบีเอส ระบุ การหยุดดำเนินงานของ LSP จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการ SCC ในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากรายได้ที่สูญเสีย ในช่วงที่ส่วนต่างราคา PE/PP อยู่ในระดับสูง

SCC ประเมินว่า LSP จะกด EBITDA ของกลุ่มลดลงราว 250 ล้านบาทต่อเดือน ฝ่ายวิจัยเคยประเมินต้นทุนรวมจากการหยุดดำเนินงานไว้ราว 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ประกอบด้วยค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย 450 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทางการเงิน 350 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายคงที่ 250 ล้านบาท

ทั้งนี้ ไม่มีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเหตุหยุดครั้งนี้

เมื่อ LSP และ ROC หยุดดำเนินงานพร้อมกัน ธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC จะอยู่ในภาวะเกือบหยุดผลิตทั้งหมด เหลือเพียง MOC ที่ยังดำเนินงาน ส่งผลให้กลุ่มต้องพึ่งพาธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) เป็นหลัก

ความเสี่ยงเพิ่มเติมคือผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2/2026 อาจมากกว่าคาด คงคำแนะนำ “ถือ” (HOLD) ที่ราคาเป้าหมาย 198 บาท

*** บล.ดาโอ มองลบปริมาณขายปิโตรเคมี – เสี่ยง Downside กำไรปี 69

บล.บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองเชิงลบต่อแนวโน้มธุรกิจ SCC คาดว่าปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1H26 จากการหยุดดำเนินงานของทั้ง LSP และ ROC

ทั้งสองโรงงานมีกำลังการผลิตรวมในผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เอทิลีน โพรพิลีน HDPE และ PP คิดเป็นสัดส่วนสูงของกำลังการผลิตรวมของบริษัท

คงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ (olefins spread) จากภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดย HDPE spread เฉลี่ย QTD อยู่ที่ 535 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับ 324 ดอลลาร์ใน 1Q26 ขณะที่ PP spread อยู่ที่ 491 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับ 330 ดอลลาร์

ประเมินกำไรสุทธิปี 2026 ที่ระดับ 1.66 หมื่นล้านบาท (+18% YoY) ยังมี downside risk จากปริมาณขายที่อาจต่ำกว่าคาดที่ 3.1 ล้านตัน

จาก sensitivity analysis ระบุ การหยุดผลิตทุก 1 เดือนของ LSP และ ROC จะกระทบปริมาณผลิต PE/PP ราว 120 kt ขณะที่ต้นทุนคงที่ ROC อยู่ที่ 150 ล้านบาท/เดือน และ LSP ราว 1,000 ล้านบาท/เดือน

ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” (HOLD) ที่ราคาเป้าหมาย 250 บาท (SOTP)

*** บล.กรุงศรี มองแรงกดดันระยะสั้น SCC – เงินไหลสู่ PTTGC, IVL, BCP

บล.กรุงศรี ระบุ ปัญหา feedstock จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ SCC ต้องหยุดดำเนินงาน LSP ชั่วคราว ทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

เชิงกลยุทธ์ระยะสั้น ประเมินเงินลงทุนมีโอกาสหมุนออกจาก SCC ไปยังหุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น PTTGC, IVL และ BCP

มองปัญหายังสามารถประคองได้ในระยะกลาง จากการที่ไทยมีช่องทางสื่อสารกับอิหร่านเพิ่มขึ้น รวมถึงความคืบหน้าในการประสานงานการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” (BUY) SCC ที่ราคาเป้าหมาย 245 บาท มองการปรับตัวลงระยะสั้นเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อรับการฟื้นตัวระยะยาวของรอบปิโตรเคมีโลก



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

จำเนียร พรทวีทรัพย์

จำเนียร พรทวีทรัพย์

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย