ญี่ปุ่นเร่งรับมือวิกฤต Oil shock จากสงครามอิหร่าน-กระทบซัพพลายเชน

รูป ญี่ปุ่นเร่งรับมือวิกฤต Oil shock จากสงครามอิหร่าน-กระทบซัพพลายเชน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 พ.ค. 69 17:13 น.


ญี่ปุ่นกำลังเร่งตั้งรับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเริ่มลามไปถึงซัพพลายเชนของสินค้าจำเป็นหลายประเภท ตั้งแต่กาวสำหรับผู้ผลิตรองเท้า ทินเนอร์สี สารเคมี ไปจนถึงเวชภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนว่าช็อกด้านพลังงานครั้งนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจริงในวงกว้างมากกว่าที่ตลาดคาดไว้

แกนหลักของการรับมืออยู่ที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือ METI ซึ่งตั้งทีมเฉพาะกิจราว 50 คน เพื่อไล่ตรวจสอบรายงานการขาดแคลนสินค้าแบบรายกรณี ภายในวันศุกร์รัฐบาลได้รับข้อร้องเรียนแล้วราว 2,600 รายการ การทำงานของทีมไม่ได้หยุดแค่รับแจ้งเหตุ แต่ต้องโทรติดตามธุรกิจแต่ละราย ตรวจสอบผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ย้อนกลับไปตามห่วงโซ่ปิโตรเคมี และประสานให้สินค้าที่มีในสต็อกถูกปล่อยออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการหยุดชะงักในภาคอุตสาหกรรม

ญี่ปุ่นใช้มาตรการใดรับมือความเสี่ยงน้ำมัน

ในเชิงพลังงาน ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองราว 254 วัน ซึ่งถือว่าสูงติดอันดับโลก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังย้ำว่าการมีสต็อกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะน้ำมันสำรองตามกฎหมายมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ และสามารถขายให้ผู้ค้าส่งญี่ปุ่นเท่านั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านหรือพยุงระบบซัพพลายระดับภูมิภาคได้อย่างอิสระ

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว โตเกียวจึงหันมาใช้เครื่องมือทางการเงินแทนการระบายน้ำมันจากคลังสำรอง โดยวางวงเงินสนับสนุนทางการเงินราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันอย่าง Japan Bank for International Cooperation (JBIC) เพื่อช่วยรักษาการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลมองว่าการพยุงซัพพลายเวชภัณฑ์และวัตถุดิบสำคัญเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อเอเชียและตลาดโลก

ในมุมมหภาค ข่าวนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถผลักต้นทุนพลังงานและเคมีภัณฑ์ให้ผันผวนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อราคาวัตถุดิบขยับขึ้น แรงส่งจะกระจายต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตของเอเชีย ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบอุตสาหกรรม ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในภูมิภาคในช่วงถัดไป

สำหรับตลาดทุน หุ้นกลุ่มพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบอาจได้ประโยชน์ระยะสั้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข็งขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยมักเผชิญแรงกดดันมากกว่า หากต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อเดินหน้าสูงขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนจึงต้องจับตาว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อเพียงใด และจะส่งผ่านไปยังต้นทุนของภาคธุรกิจมากน้อยแค่ไหน

นัยต่อหุ้นไทยและธุรกิจในประเทศ

สำหรับไทย ข่าวนี้มีนัยต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากปิโตรเลียมเป็นหลัก หากราคาน้ำมันและต้นทุนปิโตรเคมีปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มต้นน้ำอาจได้แรงหนุนจากราคาขายที่สูงขึ้น แต่กลุ่มปลายน้ำ เช่น ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ และผู้ใช้สารเคมีเป็นต้นทุน อาจเผชิญมาร์จิ้นที่ถูกบีบมากขึ้น

ในเชิงการวางแผนธุรกิจ บริษัทที่มีการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าควรประเมินความเสี่ยงด้านสต็อก การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการกระจายแหล่งนำเข้าให้มากขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนควรติดตามทิศทางราคาน้ำมัน การตอบสนองของรัฐบาลประเทศหลักในเอเชีย และสัญญาณว่าภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลายหรือทวีความรุนแรง เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุนสินค้า ความสามารถทำกำไร และทิศทางเงินเฟ้อในช่วงต่อไป

  • ประเด็นหลัก: ญี่ปุ่นเร่งรับมือความเสี่ยงน้ำมันและซัพพลายเชนจากสงครามอิหร่าน
  • ตัวเลขสำคัญ: ทีมเฉพาะกิจ 50 คน, ข้อร้องเรียน 2,600 รายการ, น้ำมันสำรอง 254 วัน, วงเงินสนับสนุน 10,000 ล้านดอลลาร์
  • ผลกระทบ: ราคาน้ำมัน เคมีภัณฑ์ เงินเฟ้อเอเชีย และหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี

ที่มา Nikkei Asia


แท็กที่เกี่ยวข้อง