ดาวโจนส์ปิดลบ 25 จุด นลท.หวั่นฟองสบู่ AI ก่อนบิ๊กเทคฯ ประกาศงบ

รูป ดาวโจนส์ปิดลบ 25 จุด นลท.หวั่นฟองสบู่ AI ก่อนบิ๊กเทคฯ ประกาศงบ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 เม.ย. 69 6:19: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันอังคาร (28 เม.ย.) หลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่รอบใหม่ในภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งฉุดความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนเข้าสู่การรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 5 แห่งของวอลล์สตรีท

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,141.93 จุด ลดลง 25.86 จุด (-0.05%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,138.80 จุด ลดลง 35.11 จุด (-0.49%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,663.80 จุด ลดลง 223.30 จุด (-0.90%)

ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้นกว่า 40% ในปีนี้ จึงมีสัดส่วนการถ่วงน้ำหนักที่สูงต่อดัชนีแนสแดค ส่งผลให้ดัชนีลดลงมากที่สุดในวันเดียวในรอบหนึ่งเดือน

รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานรายสัปดาห์และรายได้ของ OpenAI เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถของบริษัทในการแบกรับค่าใช้จ่ายจากการลงทุนมหาศาลในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

ชัค คาร์ลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Horizon Investment Services กล่าวว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับ OpenAI ทำให้นักลงทุนต้องกลับมาทบทวนว่า การเติบโตกำลังชะลอตัวลงหรือไม่ และจะส่งผลอย่างไรต่อการใช้จ่ายงบลงทุน อีกทั้งยังมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่กำลังจะประกาศผลประกอบการในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลให้นักลงทุนเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้วยการขายทำกำไรออกไปบ้าง

ขณะที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกเข้าสู่ช่วงเข้มข้นในสัปดาห์นี้ โดยบริษัท 5 ใน 7 แห่งในกลุ่มกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีกำหนดรายงานผลประกอบการ โดย Alphabet, Amazon, Meta Platforms และ Microsoft มีกำหนดรายงานในวันพุธ ส่วน Apple มีกำหนดรายงานในวันพฤหัสบดี

ข้อมูลจากเรย์มอนด์ เจมส์ ระบุว่า บริษัทที่มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้มีมูลค่าตลาดรวมกันคิดเป็น 44% ของดัชนี S&P 500

ตลาดจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะเป็นการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของ เจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธานเฟด โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนจะจับตาและประเมินแถลงการณ์ของเฟดและการแถลงข่าวหลังประชุมของพาวเวลล์อย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์มุมมองต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

โอลิเวอร์ เพอร์เชอ รองประธานอาวุโสของ Wealthspire Advisors กล่าวว่า แม้เฟดจะยังคงดอกเบี้ยตามคาด แต่หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง จะทำให้เงินเฟ้อจากราคาภาคพลังงานไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบในระยะยาว และอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน เนื่องจากจะทำให้การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ล่าช้าออกไป ซึ่งลดความหวังว่า ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน

ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยมีผลวันที่ 1 พ.ค. ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบต่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด (-1.29%) ขณะที่กลุ่มพลังงานปรับขึ้นสูงสุด (+1.65%)

- หุ้นของ Oracle ร่วงลง 4.1% โดยบริษัทมีการพึ่งพา OpenAI ในธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง

- หุ้นกลุ่มชิปต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้น Nvidia, AMD และ Broadcom ลดลงระหว่าง 1.6-4.4% ขณะที่ CoreWeave ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia ร่วงไป 5.8%

- หุ้น General Motors ปรับตัวขึ้น 1.3% หลังจากบริษัทรายงานกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรตลอดทั้งปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตลาดรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งและแนวโน้มการได้รับคืนเงินจากภาษีศุลกากร

- หุ้น United Parcel Service (UPS) ร่วงลง 4.0% หลังจากบริษัทยังคงประมาณการรายได้รวมทั้งปีที่ระดับเดิม เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นบดบังปัจจัยบวกจากผลการดำเนินงานในธุรกิจหลักที่ฟื้นตัว

- หุ้น Coca-Cola พุ่งขึ้น 3.9% หลังจากรายงานผลประกอบการดีเกินคาด โดยระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรตลอดทั้งปี

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,480 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 18,110 ล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการ

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.66 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 179 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 42 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 1,707 ตัว และหุ้นลบ 3,004 ตัว คิดเป็นสัดส่วน 1.76 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 3 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 14 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 104 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 95 ตัว

ที่มา Reuters


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย