ผู้ว่าการ BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยได้ทุกประชุม หลังบอนด์ 10 ปีญี่ปุ่นพุ่ง 3% สูงสุดในรอบ 30 ปี
ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาซูโอะ อูเอดะ ส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสามารถเกิดขึ้นได้ในการประชุมทุกครั้ง รวมถึงการประชุมเดือนกันยายนนี้ หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าหนักและบอนด์ยิลด์รัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อของญี่ปุ่นใหม่อีกครั้ง พร้อมผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกตั้งแต่พันธบัตร หุ้น ไปจนถึงค่าเงินในเอเชีย
BOJ พร้อมพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยทุกการประชุม
ในการแถลงข่าวหลังการประชุม G20 ที่เมืองแอชวิลล์ สหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ 2 กันยายน 2569 อูเอดะระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะหารือเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างละเอียดในทุกการประชุม โดยย้ำว่าตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดยังสอดคล้องกับประมาณการของ BOJ และมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะเดียวกัน เขายอมรับว่าการขึ้นดอกเบี้ย 5 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มวัฏจักรในเดือนมีนาคม 2567 เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจแบบสะสมแล้ว
ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดเชื่อว่า BOJ อาจไม่ยึดติดกับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะใช้ข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นตัวกำหนดนโยบายในแต่ละรอบประชุมอย่างใกล้ชิด
บอนด์ยิลด์ 10 ปีพุ่ง 3% สะท้อนแรงกดดันทั่วโลก
ประเด็นที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษคือ บอนด์ยิลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี อูเอดะมองว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นผลจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของโลก ไม่ใช่เพียงปัจจัยในญี่ปุ่นเท่านั้น โดยแรงขับสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความกังวลเงินเฟ้อจากวิกฤตตะวันออกกลาง ความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อการลงทุนด้าน AI และความกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของหลายประเทศ
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจอยู่กับตลาดการเงินไปอีกระยะ และอาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงต้องเผชิญแรงกดดันด้านมูลค่ามากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
ตลาดคาด BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในการประชุมถัดไป
ข้อมูลจากตลาดเงินญี่ปุ่น ณ วันที่ 2 กันยายนชี้ว่า โบรกเกอร์ประเมินความน่าจะเป็นที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งหน้าไว้สูงถึง 94% ด้าน ฮาจิเมะ ทาคาตะ กรรมการ BOJ สายเหยี่ยว ก็ส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยระบุว่า BOJ ไม่ควรถูกจำกัดด้วยจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และสภาพแวดล้อมในช่วงครึ่งปีหลังเอื้อต่อการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติมากขึ้น
การสื่อสารจากทั้งผู้ว่าการและกรรมการสายเหยี่ยวทำให้ตลาดเริ่มวางสมมติฐานว่า BOJ อาจเดินหน้าคุมความร้อนแรงของเงินเฟ้ออย่างจริงจังมากกว่าที่เคยคาดไว้
เงินเยนแข็งค่าเร็ว แต่ยังอ่อนเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 39 ปี
ค่าเงินเยนตอบสนองทันทีต่อสัญญาณดังกล่าว โดยแข็งค่าจาก 160.40 เป็น 159.44 เยนต่อดอลลาร์หลังทาคาตะส่งสัญญาณหนุนการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เงินเยนยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 39 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม แม้สหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะร่วมกันเข้าแทรกแซงตลาดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้วก็ตาม
การเคลื่อนไหวของเงินเยนในช่วงนี้จึงสะท้อนแรงดึงระหว่างนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นกับแรงกดดันจากต่างประเทศที่ยังไม่หมดไป
สหรัฐฯ หนุนญี่ปุ่นจัดการค่าเงินเยนอ่อน
ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ซึ่งพบกับอูเอดะเมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่าสนับสนุนมาตรการเด็ดขาดของญี่ปุ่นในการแก้ปัญหาค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมชี้ว่าค่าเงินเยนอ่อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ เบสเซนต์ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ทาคาอิชิโนมิกส์ หลังยุคการกระตุ้นการคลังและการเงินแบบเข้มข้นเพื่อสร้างเงินเฟ้อสิ้นสุดลงแล้ว
ถ้อยแถลงนี้สะท้อนว่าประเด็นค่าเงินญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงกับสมดุลเศรษฐกิจโลกและท่าทีของประเทศมหาอำนาจด้วย
ผลกระทบต่อ Carry Trade หุ้นโลก และนักลงทุนไทย
ในมุมของตลาดโลก การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะเพิ่มต้นทุนของการกู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Carry Trade ทำให้เงินบางส่วนอาจไหลกลับญี่ปุ่น ส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีที่เปราะบางต่อการปรับขึ้นของอัตราคิดลดมากกว่าหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
สำหรับนักลงทุนไทย เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจช่วยหนุนภาพรวมเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงค่าเงินบาทผ่านทิศทางดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าลง ขณะเดียวกันหากเงินที่เคยไหลออกไปลงทุนต่างประเทศเริ่มไหลกลับญี่ปุ่น สภาพคล่องในตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยอาจตึงตัวขึ้นในระยะสั้น ในมุมภาคธุรกิจ เงินเยนแข็งค่าอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย และอาจเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นในบางสินค้า เช่น กลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม หากภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ความต้องการสินค้าก็อาจลดลงตามไปด้วย
ทองคำและพันธบัตรยังต้องจับตาความเสี่ยงดอกเบี้ยสูง
ด้านทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนระยะกลาง แต่ในภาวะที่ดอกเบี้ยโลกยังสูง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มี Yield จะเผชิญต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ราคาจึงอาจผันผวนในกรอบจำกัดระยะสั้น
สำหรับตลาดพันธบัตร การที่บอนด์ยิลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 3% สะท้อนการปรับราคาครั้งใหญ่ในตลาดตราสารหนี้โลก นักลงทุนที่ถือพันธบัตรระยะยาวต้องระวังความเสี่ยงจากราคาที่ปรับลดลงเมื่อ Yield เพิ่มขึ้น
แนวทางปรับพอร์ตในช่วงดอกเบี้ยโลกผันผวน
มุมมองการจัดพอร์ตในยุคนี้ควรเน้นการกระจายความเสี่ยง ลดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในพอร์ตตราสารหนี้ เพิ่มน้ำหนักหุ้นที่มีคุณภาพและปันผลสม่ำเสมอ และมีทองคำเป็นตัวกันชนในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมติดตามการประชุม BOJ วันที่ 17-18 กันยายน และทิศทางเงินเยนอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกในช่วงถัดไป
- ลดน้ำหนักตราสารหนี้ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
- เน้นหุ้นคุณภาพและกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
- ถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์
- ติดตามค่าเงินเยนและผลประชุม BOJ อย่างใกล้ชิด