| ม.หอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค. 69 อยู่ที่ 53.2 จาก 51.8 ในเดือนก่อนหน้า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน และ อยู่ในระดับสูงสุดนับรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุสงครามคลี่คลายทำราคาน้ำมันไม่พุ่งสูง รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ ราคาสินค้าเกษตรดี ดันกำลังซื้อประชาชนกลับมา นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนสิงหาคม ปี 2569” ว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน และ อยู่ในระดับสูงสุดนับรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก และ ในประเทศไม่ได้อยู่ในระดับสูงจนเกินไป ประกอบกับ รัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และ ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวก และ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชน ซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่า จะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และ ค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 46.6 50.9 และ 62.1 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ในระดับ 45.3 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ โดยการที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และ รายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามที่ยังมีความไม่แน่นนอน ราคาน้ำมัน และ ค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และ การจ้างงานมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน จากระดับ 51.8 เป็น 53.2 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และ ค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงถาวรหรือไม่ ตลอดจนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศในอนาคต ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบัน และ ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือนเช่นเดียวกัน จากระดับ 35.5 เป็น 36.5 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือนเช่นเดียวกันจากระดับ 59.9 มาอยู่ที่ระดับ 61.4 โดยการที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ แต่จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 เนื่องจากได้รับการกระตุ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายน 2569 การส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ตลอดจนการท่องเที่ยวที่จะกลับเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยหากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน คลี่คลายลงอย่างถาวร และ ราคาน้ำมันลดลงกลับมาเป็นปกติ และ ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และ การบริโภคจะปรับตัวจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ "เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย. - ต.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ความท้าทายอยู่ที่การฟื้นตัวอาจออกมาเป็น K-Shape โดยทุกรายการในรอบ 3 เดือนสะท้อนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เกิดขึ้นในเดือน ก.พ. ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน แต่ตั้งแต่เดือน มี.ค. จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และ บรรยากาศเศรษฐกิจโลกคลายตัวลง สะท้อนว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น 3 เดือนติดต่อกัน แต่ยังไม่กลับไปสู่ระดับปกติเหมือนในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีการยุบสภาไหม สลับขั้วหรือไม่ หรือ เปลี่ยนรัฐบาล ถ้ามีจะทำให้ความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงไปอีก และ เป็นเชิงลบต่อเศรษฐไทย โดยตอนนี้เรายังมองจีดีพีปีนี้โต 2-2.5% แต่วันพฤหัสบดีนี้จะมีการปรับตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้ง"นายธนวรรธน์ กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |