| JMT เปิด “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” ครอบคลุม 41 แห่งทั่วไทย ภายใน ก.ค.นี้ หวังเพิ่มฐานลูกค้า-หนุนกระแสเงินสด หลังปัจจุบันเก็บเงินสดได้เฉลี่ย 2 พันลบ.ต่อไตรมาส พร้อมตั้งเป้าปี 69 จัดเก็บเงินสดแตะ 9,000 ลบ. เดินหน้าสู่ Financial Recovery Partner เต็มรูปแบบ นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า เปิดตัว “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” โดยในช่วง 3 เดือนนี้ (พฤษภาคม - กรกฎาคม 2569) คาดว่าจะเปิดให้ครบ 41 แห่งทั่วประเทศไทย โดยศูนย์ดังกล่าว จะบริการด้านการฟื้นฟูทางการเงินแบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์สถานการณ์หนี้รายบุคคล การเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ การออกแบบเงื่อนไขการชำระที่เหมาะสม รวมถึงให้คำแนะนำด้านการบริหารการเงินและเสริมศักยภาพรายได้ในระยะยาว เพื่อช่วยให้ลูกค้ากล้าเข้ามาพูดคุย สะดวกเข้าถึงการรับคำปรึกษาการเงิน และร่วมกันหาทางออกทางการเงินมากขึ้น ทั้งนี้ในแต่ละปี JMT ใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อซื้อมูลหนี้เพิ่ม เฉลี่ยปีละ 20,000 - 30,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการผ่อนชำระหนี้ในระดับ 10,000 ราย/เดือน และคาดว่าหลังจากมี “ศูนย์ประนอมหนี้” จะมีผู้มาใช้บริการผ่อนชำระหนี้เพิ่มมากขึ้นตามช่องทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนกระแสเงินสดเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันกระแสเงินสดที่สามารถเก็บได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อไตรมาส “เราเปิดศูนย์ประนอมหนี้ เพราะต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงการเข้าปรึกษา ฟื้นฟูปัญหาโครงสร้างหนี้ ติดต่อเราได้ง่ายขึ้น รวมถึงขยายฐานลูกค้า ซึ่งมองว่าป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยหนุนให้กลุ่มลูกค้าของ JMT สามารถชำระเงินผ่อน หรือมียอดเก็บเงินสดได้เพิ่มมากขึ้น เพราะเวลาลูกค้าเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ ก็เมือนมีลูกค้ารายใหม่เข้ามา ซึ่งหากอนาคตลูกค้าพร้อมจะปิดหนี้ เรายังมีโปรแกรมช่วยเหลือสุดท้าย ซึ่งลูกค้าเหลือเท่าไหร่ไม่ต้องจ่ายเต็ม แต่ JMT จะช่วยในพอร์ตสุดท้ายให้” นายสุทธิรักษ์กล่าว โดย ณ สิ้นปี 2568 JMT Group และ JK AMC มีมูลหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้การบริหารรวมประมาณ 574,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการจัดเก็บเงินสด (Cash Collection) ปี 2569 ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำได้ประมาณ 8,407 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับวิสัยทัศน์ปี 69 บริษัทฯ เดินหน้าต่อยอดธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ สู่การเป็น ‘Financial Recovery Partner’ หรือผู้ช่วยฟื้นฟูทางการเงินให้กับลูกค้า ผ่านการหาทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลากว่า 32 ปีของการดำเนินธุรกิจ JMT ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าในการประนอมหนี้และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา JMT สามารถช่วยลูกค้ากลับคืนสู่ระบบการเงินแล้วกว่า 1 ล้านบัญชี จากบัญชีลูกค้า JMT ประมาณ 8 ล้านบัญชี สะท้อนบทบาทของบริษัทที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการติดตามหนี้ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการเงินใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง และปัญหาหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของประเทศ JMT มองว่าธุรกิจบริหารหนี้ในปัจจุบัน ไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศในระยะยาว ในเชิงธุรกิจ โมเดล Financial Recovery Platform นอกจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านการเงินแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพพอร์ตหนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Rate) ปัจจุบัน JMT ยังคงตอกย้ำสถานะผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันอันดับหนึ่งของประเทศไทย ขณะเดียวกัน JMT ยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “Jaii-Dee” ภายใต้แนวคิด “เช็กง่าย จ่ายคล่อง จบที่แอปเดียว” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบยอดหนี้ ชำระเงินออนไลน์ และทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้แบบ Real-Time ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีสมาชิกใช้งานแล้วมากกว่า 200,000 ราย สะท้อนการปรับตัวขององค์กรสู่การเป็น “Digital AMC” อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ JMT ยังนำ AI และ Data Analytics เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและออกแบบแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเปิดช่องทาง Call Center หมายเลข 1527 เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้คำปรึกษาและประสานงานกับลูกค้าโดยตรง ตอกย้ำเป้าหมายขององค์กรในการสร้างระบบบริหารหนี้ที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของ JMT ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการฟื้นฟูทางการเงินของประเทศในระยะยาว “JMT มองว่า การแก้ปัญหาหนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารพอร์ตหรือการติดตามจัดเก็บ แต่คือการช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง เมื่อประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น จะส่งผลเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ JMT ไปพร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” นายสุทธิรักษ์ กล่าว สำหรับวันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) JMT พร้อมเปิดตัว “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” อย่างเป็นทางการสาขาแรก ณ อาคาร Jas Green Village Ramkhamhaeng และเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์ประนอมหนี้ครอบคลุม 41 สาขาทั่วประเทศ สะท้อนบทบาทของ JMT ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากภาระหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป |