กองทุน ETF ของ Vanguard ที่อิงดัชนี S&P 500 กลายเป็น ETF กองแรกของโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) สะท้อนแรงซื้อที่ยังไหลเข้าสู่กองทุนดัชนีและสินทรัพย์เสี่ยงในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับธีม AI ขณะที่กระแสลงทุนแบบ Passive ยังคงขยายตัวอย่างชัดเจนทั่วโลก
กองทุนดังกล่าวเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า นับตั้งแต่ปี 2022 และกลายเป็นสัญญาณสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังเลือกไปยังสินทรัพย์ที่มีต้นทุนต่ำ กระจายความเสี่ยง และอิงดัชนี มากกว่าการเลือกหุ้นรายตัวหรือกองทุนเชิงรุกจำนวนมาก ทั้งยังตอกย้ำว่าในตลาดทุนปัจจุบัน ค่าธรรมเนียมและความเรียบง่ายของผลิตภัณฑ์ลงทุนมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Vanguard แซงหน้า SPY ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า
ในมุมมองของการจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset การเติบโตของกองทุน VOO ยังสะท้อนว่าเงินลงทุนกำลังไหลไปสู่เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและต้นทุนต่ำ Todd Rosenbluth จาก TMX VettaFi ระบุว่า ETF กลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการเข้าถึงหุ้นสหรัฐ โดย Vanguard ได้อานิสงส์จากการเป็นทางเลือกขนาดใหญ่และมีค่าใช้จ่ายต่ำ
กองทุน VOO คิดค่าธรรมเนียมเพียง 0.03% ต่อปี ขณะที่ BlackRock IVV มีสินทรัพย์ราว 857,000 ล้านดอลลาร์ และ SPY ของ State Street คิดค่าธรรมเนียม 0.0945% ต่อปี แม้ส่วนต่างจะดูเล็กน้อย แต่ในระดับสินทรัพย์มหาศาล ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดพอร์ตได้จริง
ETF ทั่วโลกโตต่อเนื่อง-เงินไหลออกจากกองทุน Active fund
ข้อมูลจาก ETFGI ระบุว่า ETF ทั่วโลกมีสินทรัพย์รวม 21.9 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 6.4 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อต้นปี 2020 และมีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่อง 83 เดือน สะท้อนภาพชัดเจนของการย้ายเม็ดเงินจาก Active fund ไปสู่ Passive fund ในวงกว้าง
แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองว่าการลงทุนแบบอิงดัชนีสามารถให้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับตลาดในระยะยาว โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการคัดเลือกหุ้นรายตัวและการบริหารเชิงรุกที่อาจทำผลงานต่ำกว่าตลาดได้
ผลกระทบต่อ IPO ขนาดใหญ่และการตั้งราคาหุ้นใหม่
อีกประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาคือผลของกองทุนดัชนีต่อ IPO ขนาดใหญ่ โดย tracker funds มักเป็นผู้ซื้อหลักเมื่อหุ้นใหม่ถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนี ทำให้มีอิทธิพลต่อสภาพคล่องและการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญ ปีนี้ยังอาจมีดีลใหญ่หลายรายการ เช่น SpaceX, Anthropic และ OpenAI ซึ่งอาจดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุน ETF เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน S&P Dow Jones Indices อยู่ระหว่างพิจารณาปรับเกณฑ์ให้หุ้นใหม่เข้า S&P 500 ได้เร็วขึ้นจาก 12 เดือน เหลือ 6 เดือน หากมีการเปลี่ยนแปลงจริง อิทธิพลของ Passive fund ต่อการตั้งราคาหุ้นหลัง IPO อาจเพิ่มสูงขึ้นอีก และอาจเปลี่ยนพลวัตของตลาดทุนสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
สรุปภาพรวม
การที่ ETF ของ Vanguard ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายของบริษัทเดียว แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดการลงทุนโลก ที่เงินทุนจำนวนมากกำลังให้ความสำคัญกับหุ้นสหรัฐ กองทุนดัชนี และการลงทุนต้นทุนต่ำมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บทบาทของ passive funds ในตลาด IPO และการกำหนดราคาสินทรัพย์ใหม่มีแนวโน้มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ที่มา Financial Times