| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 25 | | บล.พาย | ซื้อ | 24 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 24 | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 22.9 | | บล.ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 23 | | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 22 | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 22 | สรุปปัจจัยบวก+ กำไรสุทธิ 1Q69 แข็งแกร่งทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High): ผลงานออกมาที่ 1.6 - 1.61 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 32 - 35% YoY และ 56 - 59% QoQ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 17 - 20% (บล.พาย, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เอเซีย พลัส, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นอย่างชัดเจน: อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL Ratio) ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 มาอยู่ที่ 1.47% จาก 1.54% ในไตรมาสก่อนหน้า (บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + การตั้งสำรองหนี้ (Credit Cost) ลดลงมีนัยสำคัญ: อยู่ที่ระดับ 1.7% - 1.71% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 2.96% - 3.0% เนื่องจากมีการตั้งสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) ไว้เพียงพอแล้วในอดีต และมีการกลับรายการสำรองบางส่วน (บล.พาย, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง) + ฐานเงินสำรองแกร่งมาก (High Coverage Ratio): อัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นสูงถึง 340.5% ซึ่งถือเป็นระดับ "กันชน" (Buffer) ที่สูงที่สุดในกลุ่มฯ ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต (บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) + ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวเพิ่มขึ้น: มาอยู่ที่ 15.2% - 15.9% จากการบริหารจัดการ Yield on loan และต้นทุนทางการเงิน (Cost of fund) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทิสโก้) + ธุรกิจประกันยังเติบโตแข็งแกร่ง: รายได้ค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันวินาศภัยขยายตัวต่อเนื่อง โดย 1Q69 เบี้ยประกันอยู่ที่ 3.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% YoY (บล.พาย, บล.ทิสโก้) + มูลค่าหุ้น (Valuation) ยังถูก: ซื้อขายบน PER ระดับ 8.4 - 8.8 เท่า และมี PEG ratio เพียง 0.6 เท่า พร้อมโอกาสได้รับอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 6% ต่อปี (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง) สรุปปัจจัยลบ- การเติบโตของสินเชื่อชะลอตัว: สินเชื่อรวมขยายตัวได้เพียง 0.3% - 0.4% QoQ ซึ่งถือว่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ (บล.พาย, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) - ความเสี่ยงด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค: ความผันผวนของราคาน้ำมัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาค่าครองชีพ (Cost of living) อาจกดดันกำลังซื้อและการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าระดับฐานรากในอนาคต (บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส) - แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 อาจอ่อนตัวลง: เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เนื่องจาก Credit cost ที่อาจกลับมาผันผวนและเพิ่มสูงขึ้นตามเป้าหมายปีที่ 2.5 - 2.8% (บล.เอเซีย พลัส, บล.บัวหลวง) |