S&P 500-แนสแดคปิดทำนิวไฮ รับแรงบวกหุ้นเทค-AI, ความหวังเจรจาอิหร่าน

รูป S&P 500-แนสแดคปิดทำนิวไฮ รับแรงบวกหุ้นเทค-AI, ความหวังเจรจาอิหร่าน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 เม.ย. 69 6:31: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันศุกร์ (24 เม.ย.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากความหวังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงหุ้น Intel ที่พุ่งขึ้นซึ่งช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,230.71 จุด ลดลง 79.61 จุด (-0.16%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,165.08 จุด เพิ่มขึ้น 56.68 จุด (+0.80%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,836.60 จุด เพิ่มขึ้น 398.09 จุด (+1.63%)

ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.44%, ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.55% และแนสแดคเพิ่มขึ้น 1.5% ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2024 อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ยุติการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3 สัปดาห์

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ระบุว่า แหล่งข่าวจากรัฐบาลปากีสถานเผยว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน มีกำหนดเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานในวันศุกร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพ

นอกจากนี้ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News ว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ตัวแทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขย จะเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดในเช้าวันเสาร์ เพื่อร่วมการเจรจากับอิหร่านโดยมีปากีสถานเป็นคนกลาง ต่อมาในวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้สั่งยกเลิกการเยือนอิสลามาบัด หลังจากไม่พอใจกับท่าทีการเจรจาของรัฐบาลอิหร่าน โดยระบุว่า ตนเองได้รับข้อเสนอที่ปรับแก้แล้วตามมาหลังตัดสินใจดังกล่าวไปไม่นาน

ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยความหวังว่า สงครามอิหร่านใกล้จะได้เห็นหนทางคลี่คลาย รวมถึงความคาดหวังว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะออกมาแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้อยู่ในกรอบแคบลงเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อข้อตกลงสันติภาพที่ลดน้อยลง ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่

เจด เอลเลอร์โบรค ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Argent Capital Management ระบุว่า สถานการณ์ของอิหร่านยังดูไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปมาตลอด โดยคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกบ้างแล้วในตอนนี้

ขณะเดียวกัน เอลเลอร์โบรคยังระบุว่า ความกังวลและความไม่มั่นใจเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Amazon, Google, Microsoft และ Meta กำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนหุ้นกลุ่มชิป กลุ่มบริษัทผู้รับว่าจ้างตามสัญญา และบริษัทในภาคอุตสาหกรรม

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า การคาดการณ์การเติบโตของกำไรในไตรมาสแรกขณะนี้อยู่ที่ 16.1% เพิ่มขึ้นจาก 14.4% ในช่วงต้นเดือนเม.ย. การเริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งยังช่วยพยุงตลาดหุ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของกระแสข่าวเกี่ยวกับอิหร่าน

นักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการสืบทอดตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยล่าสุด กระทรวงยุติธรรมได้ยุติการตรวจสอบเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งจะเปิดทางไปสู่การรับรองตำแหน่งเควิน วอร์ช ผู้ที่ทรัมป์เลือกให้มาดำรงตำแหน่งผู้นำเฟดคนต่อไป

ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสประมาณ 39% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 23% ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ Philadelphia SE Semiconductor เพิ่มขึ้น 4.32% ทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 18 โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทำผลงานแข็งแกร่งมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในปีนี้

- หุ้น Intel พุ่งขึ้น 23.65% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 82.57 ดอลลาร์ และเป็นหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในดัชนี S&P 500 หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

- หุ้น AMD และ Arm ต่างพุ่งขึ้นประมาณ 14% ขณะที่หุ้น Nvidia เพิ่มขึ้น 4.32% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมาร์เก็ตแคปเข้าใกล้ระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P 500 ปรับตัวขึ้น 2.46% ทำผลงานดีที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มหลัก นอกจากนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักหลัง DeepSeek บริษัทแพลตฟอร์ม AI ของจีนเปิดตัวพรีวิวโมเดลใหม่

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,810 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,390 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.47 ต่อ 1 หุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีสัดส่วน 1.38 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 34 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 8 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 126 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 90 ตัว

ที่มา Reuters



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย