| มาตรการเร่งแก้หนี้เสียสินเชื่อรายย่อยออกจากระบบธนาคารของจีนกำลังเผชิญอุปสรรค หลังหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐเข้าตรวจสอบธุรกิจเร่งรัดหนี้สิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเร่งกระบวนการแก้ไขหนี้เสีย ย้อนไปในปี 2021 รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินโครงการนำร่องแก้หนี้เสีย โดยธนาคารจีนทยอยขายพอร์ตสินเชื่อผู้บริโภคที่ผิดนัดชำระหนี้ในราคาต่ำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยบริษัทเหล่านี้ทำงานร่วมกับบริษัทเร่งรัดหนี้สินทั่วประเทศ เพื่อติดตามลูกหนี้และนำเงินคืนเข้าระบบให้ได้มากที่สุด ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวขยายตัวอย่างมากและมีสถาบันการเงินหลายสิบแห่งเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้หนี้เสียเริ่มสะดุด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของจีนกำลังตรวจสอบบริษัทเร่งรัดหนี้สินและวิธีการที่บริษัทเหล่านี้ใช้กดดันลูกหนี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากกังวลว่า อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคม การกวดขันดังกล่าวส่งผลให้บริษัทแก้ไขหนี้บางแห่งต้องปลดพนักงานหรือตัดสินใจปิดกิจการ ทำให้กระบวนการติดตามหนี้ชะลอตัวและอัตราการเรียกคืนหนี้ลดลง ผู้บริหารในอุตสาหกรรมกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนและผู้จัดการสินทรัพย์ระมัดระวังมากขึ้นในการเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อด้อยคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบต่อธนาคารที่จำเป็นต้องเร่งกำจัดหนี้เสียออกจากงบดุลมากขึ้น และสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการของรัฐบาลกำลังเข้ามากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้ภาวะชะลอตัวของสินเชื่อยืดเยื้อออกไป หนี้ค้างชำระแตะ 2.2 ล้านล้านหยวน สะท้อนปัญหาหนี้ครัวเรือนจีน แรงกดดันให้จีนเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Gavekal Dragonomics บริษัทวิจัย ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2025 มีชาวจีนมากถึง 100 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ ค้างชำระหนี้อย่างน้อย 2.2 ล้านล้านหยวน หรือ 327,000 ล้านดอลลาร์ ผลประกอบการล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของธนาคารรายใหญ่ของจีนยังแสดงให้เห็นว่า หนี้เสีย NPL สินเชื่อรายย่อยปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าฐานะการเงินของภาคครัวเรือนยังคงอ่อนแอลง โดยธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) ซึ่งเป็นธนาคารรัฐรายใหญ่ที่สุดของจีน มีสัดส่วนหนี้เสียจากบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.37% ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 4.61% ณ สิ้นปี 2025 จีนเร่งขาย NPL รายย่อย เปิดทางนักลงทุนรับช่วง จีนต่างจากสหรัฐฯ เพราะไม่มีระบบบุคคลล้มละลาย ทำให้ลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้นไม่มีช่องทางทางกฎหมายในการปลดหนี้ค้างชำระ ขณะเดียวกัน จีนยังมีประสบการณ์ค่อนข้างจำกัดในการรับมือกับวัฏจักรสินเชื่อที่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง เมื่อไม่กี่ปีก่อน หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารของจีนเริ่มเปิดทางให้ธนาคารขายสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันและเป็นหนี้เสียในปริมาณมากให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มกลาง โดยปริมาณสินเชื่อที่นำมาประกาศขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลายพอร์ตเป็นสินเชื่อที่ค้างชำระมานานหลายปี การขายพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งประกอบด้วยหนี้บัตรเครดิตและหนี้ไม่มีหลักประกันประเภทอื่น ช่วยให้ธนาคารสามารถรักษาสัดส่วนหนี้เสียที่รายงานไว้ให้อยู่ในระดับต่ำ และทยอยรับรู้ผลขาดทุนในช่วงเวลาที่นานขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกต่อระบบการเงิน ขณะเดียวกันยังโอนภาระอันยุ่งยากในการติดตามเรียกคืนหนี้ให้แก่นักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไร ข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมยังระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มีการนำพอร์ตสินเชื่อมากกว่า 1,000 รายการออกเสนอขาย ครอบคลุมยอดหนี้ค้างชำระรวมกว่า 275,000 ล้านหยวน แต่ไม่ใช่ทุกรายการที่จะสามารถขายได้ และแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ยุติการเปิดเผยมูลค่าธุรกรรมรวมแล้ว ทวงหนี้รายย่อยเริ่มยาก บริษัทลดคน-รับมือมาตรการคุมเข้ม เนื่องจากงานติดตามทวงหนี้เป็นงานที่ใช้แรงและเวลามาก บริษัทเร่งรัดหนี้สินต้องติดตามและติดต่อบุคคลจำนวนมาก รวมถึงอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการเจรจากับลูกหนี้ เพื่อโน้มน้าวให้ชำระและสะสางภาระนี้ บริษัทบริหารและติดตามหนี้แห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ที่จัดการสินเชื่อซึ่งปล่อยโดยธนาคารขนาดเล็ก-กลาง บริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค และผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ เผยว่า การติดตามหนี้มีแนวโน้มยากขึ้น และมาตรการล่าสุดของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้นทำให้บริษัทต้องปลดพนักงานเกือบ 500 คน เหลือประมาณ 200 คนในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพื่อลดต้นทุน บทเรียนจาก NPL ภาคธุรกิจ อาจซ้ำรอยหนี้เสียรายย่อย คำถามสำคัญคือ ธนาคารจีนจะยังสามารถทยอยขายหนี้เสียรายย่อยออกจากงบดุลต่อไปได้หรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เข้าซื้อพอร์ตหนี้เสียของภาคธุรกิจและธุรกิจขนาดเล็กที่ธนาคารจีนขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ในช่วงแรกสามารถทำกำไรได้มาก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนลดลงอย่างมาก ทำให้นักลงทุนบางรายขาดทุน สินเชื่อภาคธุรกิจส่วนใหญ่มีอสังหาริมทรัพย์ เช่น อพาร์ตเมนต์ อาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ประเภทอื่น เป็นหลักประกัน โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์และนักลงทุนด้านหนี้ด้อยคุณภาพมักซื้อ NPL ในราคา 30-50 เซนต์ต่อดอลลาร์ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันของสินเชื่อแต่ละรายการมักมีมูลค่าสูงกว่า ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยของจีนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นในเวลานั้น นักลงทุนต้องใช้เวลาตั้งแต่หลายเดือนถึงหลายปีในการดำเนินกระบวนการผ่านศาลจีนเพื่อบังคับใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ ยึดหรือบังคับขายอสังหาริมทรัพย์ และนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวเคยสร้างผลตอบแทนสูง จนกระทั่งตลาด อสังหาริมทรัพย์จีนเข้าสู่ภาวะตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 2021 ซึ่งยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารกองทุนหนี้ด้อยคุณภาพต่างชาติ 2 ราย จึงระบุว่า วงจรการลงทุนที่เคยใช้เวลา 2-3 ปี อาจลากยาวออกไปถึง 8-10 ปี ปัจจุบันการลงทุนในหนี้ NPL บางส่วนยังคงติดอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ใช้เวลานาน ขณะที่มูลค่าหลักประกันลดลงอย่างมาก และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ยังคงค้างอยู่ในงบดุลของบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ ที่มา Bloomberg |