| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันศุกร์ (22 พ.ค.) โดยดาวโจนส์ปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนตอบรับสัญญาณความคืบหน้าจากการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,579.70 จุด เพิ่มขึ้น 294.04 จุด (+0.58%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,473.47 จุด เพิ่มขึ้น 27.75 จุด (+0.37%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,343.97 จุด เพิ่มขึ้น 50.87 จุด (+0.19%) บรรยากาศการซื้อขายในวอลล์สตรีทได้แรงบวกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดัชนี S&P500 ยังคงปิดแดนบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดหลังจากทำสถิติปิดบวก 9 สัปดาห์เมื่อเดือนธ.ค. 2023 ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “สหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน แม้ยังมีงานที่ต้องทำอยู่อีกมาก” ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า ความเห็นต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่มาก เจมส์ เซนต์ ออบิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Ocean Park Asset Management กล่าวว่า “ฤดูกาลรายงานผลประกอบการออกมาดีมาก และข้อมูลทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่งหากไม่นับข้อมูลที่ขัดแย้งไม่กี่ตัว ดังนั้นภาพรวมทางปัจจัยพื้นฐานจึงแข็งแกร่งมาก โดยสงครามถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น แต่อย่างน้อยหัวข้อข่าวในวันนี้ก็ดูเป็นไปในทางที่ดี และน่าจะช่วยหนุนตลาดได้ในระดับหนึ่ง” นอกจากนี้ เซนต์ ออบิน ยังระบุว่า ตลาดพันธบัตรดูเหมือนจะเริ่มคลายความร้อนแรงลง และบอนด์ยีลด์ก็ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ลดลง 0.26% มาอยู่ที่ 4.558% ขณะเดียวกัน เควิน วอร์ช ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันศุกร์ ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่านกลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียได้แรงหนุนจากหุ้น Qualcomm ที่ขึ้น 12% ขณะที่หุ้น Nvidia ขยับลง 1.90% - หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์, สาธารณูปโภค, อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ส่วนกลุ่มสื่อสารและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานปรับตัวลดลง - หุ้นของบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ พุ่งแรงตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Lenovo Group ซึ่งรายงานรายได้รายไตรมาสโตเกินคาดถึง 27% โดยหุ้น Dell Technologies พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลังทะยานขึ้น 17% ขณะที่หุ้น HP Inc บวก 15% - หุ้น Estée Lauder แบรนด์เครื่องสำอางพุ่งขึ้น 12% หลังจากบริษัทและ Puig บริษัทน้ำหอมจากสเปน ยุติการเจรจาเรื่องควบรวมกิจการ - หุ้น Workday ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลบวก 5% หลังจากรายงานรายได้และกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,330 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,540 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.68 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 384 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 79 ตัว - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 29 ตัว และไม่มีหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 131 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 71 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |