เฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ผลผลิต AI อาจไม่ช่วยคลายแรงกดดันระยะสั้น: ลิซ่า คุก
การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และส่งสัญญาณว่าจะขึ้นต่ออีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ สะท้อนจุดยืนชัดเจนว่าเฟดยังให้ความสำคัญกับการกดเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% มากกว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ลิซ่า คุก หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดเตือนว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก AI อาจยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันด้านราคาได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์กำลังดึงทรัพยากรสำคัญอย่างพลังงานและแรงงานก่อสร้างให้ตึงตัวมากขึ้น
เฟดย้ำคุมเข้มต่อ แม้ถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ย
ในการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% พร้อมส่งสัญญาณว่าการคุมเข้มยังไม่จบลงง่ายๆ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทำเนียบขาวที่ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยลงก็ตาม เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่อธิบายว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คือการลดสภาพคล่องส่วนเกินเพื่อพาเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง และตลาดแรงงานยังตึงตัว จึงยังจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดต่อไป
AI อาจเพิ่มผลิตภาพ แต่ยังไม่ช่วยกดเงินเฟ้อในทันที
ใจความสำคัญจากคำกล่าวของลิซ่า คุก คือการเตือนว่า AI ไม่ได้แปลว่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้ทันที แม้ในระยะยาวเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนได้ แต่ในระยะสั้นการลงทุนมหาศาลกลับสร้างแรงแย่งชิงทรัพยากรร่วม เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และแรงงานเฉพาะทาง โดยคุกระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นราว 5% ในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความต้องการจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังส่งผลต่อราคาต้นทุนในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าบริษัทต่างๆ ใช้เงินลงทุนไปเพียงบางส่วนของเม็ดเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เคยให้คำมั่นไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้ออาจยังอยู่ต่อเนื่อง
Yield Curve กลับทิศ สัญญาณเตือนตลาดการเงินโลก
การที่เฟดยังคงขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้า ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะ Inverted Yield Curve หรือเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อัตราผลตอบแทนระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ซึ่งมักถูกมองเป็นสัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย ขณะนี้ฟิวเจอร์สกองทุนเฟดสะท้อนความน่าจะเป็นราว 70% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนตุลาคม ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้แรงซื้อจากนักลงทุนที่มองหาความปลอดภัย แต่ยังถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น
ผลที่ตามมาคือหุ้นกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น เพราะธุรกิจเหล่านี้มักพึ่งพาเงินกู้และการประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดในอนาคตมากกว่ากลุ่มอื่น ตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงานและวัตถุดิบ อาจได้ประโยชน์จากต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ผลกระทบต่อหุ้นไทยและค่าเงินบาท
สำหรับนักลงทุนไทย การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมักส่งผลผ่านค่าเงินและกระแสเงินทุนเป็นหลัก อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันค่าเงินบาทผ่านส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ทำให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ดังนั้น หุ้นไทยที่มีสัดส่วนผู้ถือครองต่างชาติสูงอาจเผชิญแรงขาย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสารที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ย
- กลุ่มที่อาจได้ประโยชน์: ส่งออก อาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และท่องเที่ยว หากเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง
- กลุ่มที่อาจเผชิญแรงกดดัน: เทคโนโลยี สื่อสาร และหุ้นที่มีภาระหนี้สูง
- ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม: หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลง ความต้องการนำเข้าสินค้าอาจลดลงตาม
ทองคำและพันธบัตรยังเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง
ในภาวะดอกเบี้ยสูงและเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ทองคำ มักถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่ในระยะสั้นอาจถูกกดดันจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น เพราะทองคำไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อยังเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะกลาง นักลงทุนจึงอาจถือทองคำในสัดส่วนพอเหมาะเพื่อกระจายความเสี่ยง
ด้าน พันธบัตร การที่ผลตอบแทนระยะสั้นปรับสูงขึ้นเปิดโอกาสให้ลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้นเพื่อรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ขณะที่พันธบัตรระยะยาวยังมีความเสี่ยงจากโครงสร้างอัตราผลตอบแทนที่กลับทิศ นักลงทุนบางส่วนอาจพิจารณากลยุทธ์แบบ Laddering เพื่อทยอยกระจายอายุครบกำหนด และลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะดอกเบี้ยผิดพลาด
ทิศทางเฟดยังต้องดูข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน
ลิซ่า คุกย้ำว่าการตัดสินใจของเฟดในรอบถัดไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและสถานการณ์ตลาดแรงงาน ซึ่งเธอมองว่ายังอยู่ในภาวะสมดุลและค่อยๆ ดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังเติบโตได้เหนือความคาดหมาย ประเด็นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้มากเพียงใด และจะส่งผลต่อเงินเฟ้อในระยะใด นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงจากเฟดอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยและความเสี่ยงของตลาดโลก