บอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปีใกล้แตะ 5% สัญญาณเสี่ยงใหม่ต่อตลาดหุ้น เศรษฐกิจ และพอร์ตการลงทุน
บอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นมาใกล้ 4.97% หลังแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดทั่วโลกหันกลับมาประเมินความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ สินทรัพย์เสี่ยง และการจัดพอร์ตลงทุน โดยเฉพาะก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการเงิน
แรงกดดันล่าสุดมาจากข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ออกมาสูงเกินคาด ทำให้นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักราว 90% ว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% หลังการประชุมครั้งนี้ ความคาดหวังดังกล่าวส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ผันผวน และทำให้แนว 5% ของผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี กลายเป็นระดับที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ทำไมยิลด์ 10 ปีจึงสำคัญต่อตลาดการเงิน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในตลาดบอนด์ แต่เป็น ต้นทุนเงินของทั้งระบบการเงิน เมื่อยิลด์สูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐและเอกชนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และในมุมของตลาดหุ้น ยิลด์ถูกใช้เป็น Discount Rate สำหรับประเมินมูลค่ากำไรในอนาคตของบริษัท หากอัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตจะลดลง ซึ่งกดดันต่อมูลค่าหุ้นโดยตรง
นักลงทุนบางส่วนมองว่า หากยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นไปถึง 5% หรือ 5.25% ตลาดหุ้นอาจเริ่มย่อยข่าวนี้ได้ยากขึ้น และอาจเกิดการย้ายเงินจากหุ้นไปยังบอนด์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดย Grace Peters จาก JPMorgan Chase Private Bank ระบุว่า ระดับ 5% มีนัยทางจิตวิทยาต่อตลาดอย่างชัดเจน เพราะเป็นจุดที่ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้กลับมาดึงดูดมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง
ปัจจัยดันยิลด์สหรัฐขึ้นต่อเนื่อง
แรงผลักดันให้ยิลด์สูงขึ้นมาจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความเสี่ยงจาก สงครามในตะวันออกกลาง ที่กระทบอุปทานน้ำมันและก๊าซ ความต้องการระดมทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคเทคโนโลยีและ AI รวมถึงความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดต้องดูดซับการออกหนี้จำนวนมากในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง
ด้านมุมมองจากสถาบันการเงิน BMO Capital Markets คาดว่ายิลด์ 10 ปีอาจทะลุ 5% ในเวลาอันใกล้ ขณะที่ Tracy Chen จาก Brandywine Global Asset Management มองว่ายิลด์มีแนวโน้มยืนเหนือ 5% ได้ในระยะกลาง เพราะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากสงครามเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางควบคุมได้จำกัด
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและตลาดเกิดใหม่
การปรับขึ้นของ US Treasury Yield มักส่งผ่านมายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ผ่านสองช่องทางหลัก คือ ค่าเงินบาท และ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอลลาร์จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เงินทุนจึงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ส่งผลกดดันต่อหุ้นไทยและสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค
ในเชิงกลยุทธ์ หุ้นกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง หรือพึ่งพาการกู้ยืมจำนวนมาก อาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น ขณะที่หุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศยังอาจพอประคองตัวได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังต้องติดตามทั้งท่าทีของ Fed และสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อปรับลงช้ากว่าคาด และกดดันต้นทุนธุรกิจรวมถึงค่าครองชีพภายในประเทศ
ทองคำ บอนด์ และการจัดพอร์ตในภาวะดอกเบี้ยสูง
ในช่วงที่ดอกเบี้ยขาขึ้น ทองคำ ซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย มักถูกกดดันในระยะสั้น แต่หากเงินเฟ้อยังสูงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์หลบภัยในพอร์ต การเพิ่มน้ำหนักทองคำจึงควรพิจารณาจังหวะและสัดส่วนที่เหมาะสม มากกว่าการเข้าซื้อตามอารมณ์ตลาด
ส่วน บอนด์ เมื่อยิลด์สูงขึ้น ราคาจะปรับลดลง ทำให้นักลงทุนที่ถือบอนด์อยู่แล้วอาจเห็นขาดทุนทางบัญชีในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ต้องการรายได้ประจำอาจเริ่มทยอยสะสมบอนด์คุณภาพดีได้มากขึ้น เพราะผลตอบแทนที่เสนอสูงขึ้น อย่างไรก็ดี หาก Fed ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด ความเสี่ยงที่แรงเทขายบอนด์ระยะยาวจะรุนแรงขึ้นยังคงอยู่
จับตาการประชุม Fed และแนว 5% ของยิลด์ 10 ปี
Ed Al-Hussainy จาก Columbia Threadneedle เตือนว่า หาก Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด การเทขายบอนด์ระยะยาวอาจกลายเป็นความผันผวนที่ไร้ระเบียบมากขึ้น ดังนั้นการประชุม Fed ในสัปดาห์นี้และถ้อยแถลงของประธาน Fed จึงเป็นจุดชี้วัดสำคัญว่า ธนาคารกลางจะเดินหน้าต่อสู้เงินเฟ้ออย่างจริงจังหรือไม่
หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด อาจช่วยลด Term Premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงในบอนด์ระยะยาวได้บ้าง แต่ถ้าผลออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด แรงเทขายอาจกลับมาอีกครั้ง นักลงทุนจึงควรติดตาม แนว 5% ของบอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปีอย่างใกล้ชิด เพราะระดับนี้ไม่เพียงเป็นแนวต้านทางจิตวิทยา แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของหุ้น บอนด์ ทองคำ และกระแสเงินทุนทั่วโลกในระยะถัดไป