| *** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 101.17 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15 เซนต์ หรือ 0.15% ระหว่างวันพุ่งไปแตะที่ 107.13 ดอลลาร์ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 105.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9 เซนต์ หรือ 0.09% ราคาน้ำมันปิดตลาดทรงตัวในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) หลังสื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่ามีเรือประมาณ 30 ลำเดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์โจมตีเรือหนึ่งลำและการบุกยึดเรืออีกหนึ่งลำยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่าน *** ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยจะขยับตัวสูงขึ้น ราคาทองคำแท่งมีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,660 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงกว่า 1% ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยข้อมูลของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. เร่งตัวขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขยับใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2025 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลเชิงลบต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย *** กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความยินดีต่อการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เป็นไปในทิศทางบวก ซึ่งการลดความตึงเครียดและความไม่แน่นอนระหว่างสองประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดนั้น ถือเป็นผลดีต่อโลก *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการพบปะกันในวันศุกร์เพื่อสิ้นสุดการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ หลังมีการจัดพิธีต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ อย่างสมเกียรติและบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างสองฝ่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำเตือนอย่างแข็งกร้าวจากสี จิ้นผิง ว่าการจัดการประเด็นไต้หวันที่ผิดพลาดอาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนไปสู่จุดที่อันตรายยิ่ง *** รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเรียกร้องให้กลุ่มประเทศ BRICS ร่วมกันประณามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการประชุมซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเดลี ของอินเดีย โดยมีนักการเมืองจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ร่วมหารือ ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยสงครามในตะวันออกกลาง *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า จีนตกลงที่จะจัดซื้อเครื่องบินจาก Boeing จำนวน 200 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และนับเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ครั้งแรกของจีนในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ *** นักลงทุนแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเป็นไปได้ที่จะมีการลดความเข้มข้นในการปฏิรูปธรรมาภิบาลของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวทางหลักที่ช่วยส่งเสริมการสร้างมูลค่าองค์กรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา โดยร่างแผนการปรับปรุงฉบับใหม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เล่นในตลาดบางส่วนว่า มุ่งเน้นผลประโยชน์ของภาคธุรกิจมากจนเกินไป *** LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton เตรียมขายแบรนด์ Marc Jacobs ให้กับ WHP Global แต่ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขทางการเงินของข้อตกลงในครั้งนี้ โดยจาคอบส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ จะยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ให้กับแบรนด์ต่อไป เครือบริษัทสินค้าหรูหราของฝรั่งเศสดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Marc Jacobs มาตั้งแต่ปี 1997 โดยการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ WHP Global ในครั้งนี้ Marc Jacobs จะได้ร่วมพอร์ตโฟลิโอกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Vera Wang และ Rag & Bone ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ต่อปีของกลุ่มบริษัทให้พุ่งสูงกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์ *** น้ำมันดิบที่ถูกระบายออกมาจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เกือบครึ่งหนึ่งของถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัวทั่วโลกเนื่องจากสงครามในอิหร่าน โดยน้ำมันดิบประมาณ 13 ล้านบาร์เรลจากคลัง ถูกขนส่งไปยังยุโรปและจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกระบายออกมาจากคลังสำรองจนถึงขณะนี้ *** สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศเตรียมลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลทันทีเมื่อ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง หรือก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย *** Suzuki Motor มีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาจากยอดขายในปีงบการเงินปัจจุบัน ขณะที่ Honda Motor ที่กำลังร่วงลงไปอยู่อันดับสาม Suzuki เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ไว้ที่ 3.55 ล้านคัน สำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2027 ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% ขณะที่ Honda คาดการณ์ยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันไว้ที่ 3.39 ล้านคัน |