กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 69 9:06: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนทดสอบโซนแนวรับ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 31.73-32.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสทางการอิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ทำให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ) ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง

ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากท่าทีของทางการอิหร่านที่กลับมาปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้ล่าสุด ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาขู่ผ่าน Truthsocial ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีทุกโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน และทางการอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ


สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงตอบรับความหวัง สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ดีกว่าคาด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจหลัก และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง จากท่าทีการเปิดช่องแคบ Hormuz ของฝั่งอิหร่านที่เปลี่ยนแปลงไปมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง โดยในฝั่งของผู้เล่นในตลาดพนัน มองว่า มีโอกาสราว 81% ที่ช่องแคบ Hormuz จะกลับมามีการเดินเรือในระดับปกติ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน นี้ (โอกาสดังกล่าวเคยสูงสุดถึง 91% ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงรอบแรก)

▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายนของทั้งอังกฤษและยูโรโซน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนเมษายน และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 53% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 92% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75% ตามเดิม ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินรูเปียะห์ (IDR) จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกันกับฝั่ง ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง จะสะท้อนผ่าน ดุลการค้า (Trade Balance) เดือนมีนาคม ที่อาจขาดดุลมากขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวสูงของยอดการนำเข้า (Imports) ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่ายอดการส่งออก (Exports) อาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นพฤษภาคม (จากงานวิจัยและบทวิเคราะห์ต่างๆ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลราว 1 แสนล้านบาท อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า 1%-4%)

ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาทยอยคลี่คลายลง ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มอ่อนค่า เป็นแข็งค่า หลังเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือมีโอกาสทยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down มากขึ้น

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมีความหวังว่าสถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.50 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาท/ดอลลาร์



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ