หนี้เสียบ้าน-รถทะลุ 5 แสนล้าน เมื่อ “สินทรัพย์” ที่สร้างความมั่นคง กำลังกลายเป็นภาระระยะยาว

รูป หนี้เสียบ้าน-รถทะลุ 5 แสนล้าน เมื่อ “สินทรัพย์” ที่สร้างความมั่นคง กำลังกลายเป็นภาระระยะยาว

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 พ.ค. 69 14:00 น.

KTC ออกบทความ "หนี้เสียบ้าน-รถทะลุ 5 แสนล้าน เมื่อ “สินทรัพย์” ที่สร้างความมั่นคง กำลังกลายเป็นภาระระยะยาว"


ในอดีตคนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความเชื่อว่า “บ้าน” คือสัญลักษณ์ของความมั่นคง “รถ” คือความสะดวก และ “ที่ดิน” คือสินทรัพย์ที่ยิ่งถือไว้นานยิ่งมีมูลค่าเพิ่ม แต่ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเป็นเจ้าของอยู่ในวันนี้กำลังช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้น หรือกำลังทำให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้นกว่าเดิม เพราะบ้านไม่ได้จบแค่วันที่ซื้อ และรถไม่ได้จบแค่วันที่รับกุญแจ และสินทรัพย์จำนวนมากอาจมาพร้อมค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ยาวนานกว่าที่คิด

เมื่อ “บ้าน” และ “รถ” กลายเป็นต้นตอของหนี้เสียกว่า 5 แสนล้านบาท
ข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ในปี 2568 สะท้อนภาพที่น่ากังวลมากขึ้น โดยพบว่า จากหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งระบบจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสียจากสินเชื่อรถยนต์ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท และจากสินเชื่อบ้านอีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 40% ของหนี้เสียทั้งหมดในระบบ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้บ้านและรถยังเป็น “สินทรัพย์หลัก” ของคนไทยจำนวนมาก แต่หากไม่วางแผนให้รอบด้านก็กลายเป็น “ภาระระยะยาว” ที่ผูกชีวิตทางการเงินไว้เช่นกัน และเมื่อรายได้สะดุด เศรษฐกิจชะลอตัว หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ความมั่นคง” อาจกลายเป็นภาระที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการประคอง

3 คำถามสำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่
ในมุมของเคทีซี การวางแผนก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อในวันนี้ แต่คือการประเมินความสามารถทางการเงินสำหรับการดูแลภาระนั้นในระยะยาว

1. มอง “ต้นทุนทั้งหมด” ไม่ใช่แค่ราคาวันซื้อ
บ้านไม่ได้มีเพียงเงินดาวน์และค่างวด แต่ยังมีค่าส่วนกลาง ค่าซ่อม ค่าตกแต่ง ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกหลายปี เช่นเดียวกับรถที่ไม่ได้จบแค่ค่างวด แต่ยังรวมถึงค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน การประเมินต้นทุนระยะยาวให้ครบจึงสำคัญไม่แพ้ราคาซื้อในวันแรก

2. อีก 3–5 ปีข้างหน้า ชีวิตเราจะยังเหมือนเดิมหรือไม่
หากยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานที่เดิม ใช้ชีวิตในเมืองเดิม หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิม การผูกตัวเองกับภาระระยะยาวอาจทำให้ความยืดหยุ่นของชีวิตลดลง เพราะบางครั้ง “ความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง” อาจสำคัญพอ ๆ กับ “ความพร้อมในการซื้อ”

3. หลังจ่ายทุกอย่างแล้ว เรายังมีเงินเหลือพอหรือไม่
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ “สภาพคล่องหลังผ่อน” หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ทั้งหมดแล้ว เรายังมีเงินพอใช้ พอเก็บ และพอรับมือเหตุไม่คาดคิดหรือไม่ หลักทั่วไปที่นักวางแผนการเงินมักแนะนำ คือ ภาระหนี้รวมไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายได้ และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อให้ชีวิตยังเดินต่อได้ แม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน

ในยุคที่การเป็นเจ้าของไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จเสมอไป บ้านที่ดีอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่สุด แต่คือบ้านที่ซื้อแล้วยังเหลือพื้นที่ให้ใช้ชีวิต รถที่ดีอาจไม่ใช่รถที่แพงที่สุด แต่คือรถที่พาเราไปถึงเป้าหมายโดยไม่ทำให้การเงินถอยหลัง เพราะท้ายที่สุดแล้วการบริหารเงินที่ดีอาจไม่ใช่การรีบเป็นเจ้าของทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่า “สินทรัพย์ชิ้นนี้ กำลังช่วยให้ชีวิตเดินไปข้างหน้า” หรือ “กำลังทำให้ชีวิตต้องแบกรับภาระหนักเกินจำเป็น”


แท็กที่เกี่ยวข้อง