| ||||||
.
การสร้างมูลค่าในประเทศ กุญแจชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของไทย
รายงานของ PwC ระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการสร้างมูลค่าในประเทศกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าการผลิตยานยนต์ขนาดเล็กในกลุ่มอาเซียน-6 จะเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะระดับ 6 ล้านคันภายในปี 2573 ส่งผลให้การเลือกที่ตั้งฐานการผลิต การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ คาดว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์หลักของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573
นอกจากนี้ การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียนก็กำลังทวีความเข้มข้น โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มอาเซียน-6 เพิ่มขึ้นเป็น 16% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากประมาณ 11% ในปี 2568 สำหรับประเทศไทย แบรนด์รถยนต์จีนยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์การกำหนดราคาที่แข่งขันได้ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครอบคลุมยิ่งขึ้น การลงทุนในฐานการผลิตในประเทศ และการยกระดับบริการหลังการขาย ส่งผลให้การแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนานทวีความเข้มข้นขึ้น
“อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งความสำเร็จจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเข้าเป็นหลักอีกต่อไป แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการสร้างมูลค่าในประเทศ การลงทุนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวว่า ประเทศไทยจะยังคงรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของอาเซียน ด้วยแรงสนับสนุนจากระบบนิเวศในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งด้านแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ และการผลิตขั้นสูง ขณะเดียวกัน เมื่อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ของไทยมีกำหนดบังคับใช้ คาดว่าตลาดจะเกิดการควบรวมกิจการระลอกใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์จีน” นายสตีฟ กล่าว
การสร้างระบบนิเวศการเดินทางแห่งอนาคต
ตลาดยานยนต์ไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงรองรับระบบขับเคลื่อนหลายรูปแบบ (multi-powertrain) ต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยรถยนต์ BEV รถยนต์ HEV และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะยังคงอยู่ร่วมกันในตลาด ขณะที่ผู้บริโภคพิจารณาทั้งราคา ความสะดวกในการใช้งาน และความต้องการด้านการเดินทางที่แตกต่างกัน
“ผู้ผลิตรถยนต์ควรบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยความสมดุล แทนการมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง ผู้ผลิตที่สามารถนำเสนอระบบขับเคลื่อนได้อย่างสมดุล เพิ่มการสร้างมูลค่าในประเทศในส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมความสามารถในการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ราคาจับต้องได้ ประสบการณ์ลูกค้าที่โดดเด่น ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศอุตสาหกรรม จะมีความพร้อมในการแข่งขันและเติบโตในระยะยาว” นายสตีฟ กล่าว
นอกเหนือจากการผลิตยานยนต์ รายงานระบุถึงโอกาสในธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ซอฟต์แวร์ การผลิตอัจฉริยะ วิศวกรรมขั้นสูง และบริการยานยนต์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศจะได้รับจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
“โอกาสของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตยานยนต์เท่านั้น บทต่อไปของอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรม ตลอดจนความสามารถของประเทศในการพัฒนาระบบนิเวศภายในประเทศให้แข็งแกร่งและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างและรักษามูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศให้ได้มากขึ้น” นายสตีฟ กล่าว
.













