TISCO ประกาศงบ Q1/69 กำไร 1.73 พันลบ.โต 5.5% รายได้ค่าฟีพุ่งรับตลาดหุ้นฟื้น - ตั้งสำรองเพิ่มรับความเสี่ยงสงคราม

รูป TISCO ประกาศงบ Q1/69 กำไร 1.73 พันลบ.โต 5.5% รายได้ค่าฟีพุ่งรับตลาดหุ้นฟื้น - ตั้งสำรองเพิ่มรับความเสี่ยงสงคราม

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 เม.ย. 69 13:28 น.

TISCO เผยไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจหลักได้รับแรงหนุนจากกระแสรถยนต์ EV และภาวะตลาดทุนที่ฟื้นตัว พร้อมการตั้งสำรองยังคงรอบคอบและรัดกุม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงานที่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชน

 นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0) ขณะเดียวกัน ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่กลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น

ปัจจัยบวกดังกล่าวสะท้อนภาพของช่วงต้นปีเป็นสำคัญ ขณะที่ในภาพรวม ธุรกิจสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้ และสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 

แม้บริษัทสามารถจัดการ NPL ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191% 

บริษัทประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย

ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Focus) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินเชื่อ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว พร้อมกันนี้ กลุ่มทิสโก้จะยังคงมุ่งมั่นเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของลูกค้าแบบองค์รวม (Holistic Advisory) ครอบคลุมในทุกด้าน ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ทุกชีวิตเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนไปด้วยกัน 

สรุปผลประกอบการสำหรับงวดไตรมาส 1 ปี 2569

ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า จากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.4% จากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.2% จากทุกธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เติบโตถึง 18.6% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น

ธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ธุรกิจตลาดทุนกลับมาฟื้นตัว ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น จากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดลง 0.7% โดยบริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เร่งตัวขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 15.7%

เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 235,094 ล้านบาท ชะลอตัวลง 0.3% จากสิ้นปี 2568 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี สินเชื่อเช่าซื้อกลับมาเติบโตได้ 0.9% โดยเฉพาะสินเชื่อรถใหม่ ตามตลาดรถยนต์ในประเทศที่ขยายตัว เนื่องจากยอดขายรถ EV ที่เร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.5% 

สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.11% ของสินเชื่อรวม จากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง การเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและทวงถามหนี้ ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 191%

ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.3% และ 2.1% ตามลำดับ



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย