กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มิ.ย. 69 9:10: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 2 มิถุนายน)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และมีจังหวะอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.80 บาทต่อดอลลาร์) ในช่วงวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เริ่มกลับมาตึงเครียดมากขึ้นอีกครั้ง หลังอิหร่านได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีคูเวตและบาห์เรน ส่วนสหรัฐฯ ได้โจมตีพื้นที่ของเกาะ Qeshm ใกล้พื้นที่ช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น พร้อมหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ขณะเดียวกัน ได้กดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง)

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 54.5 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่เพิ่มขึ้น 1.22 แสนราย และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.618 ล้านตำแหน่ง รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างสะท้อนถึงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแสดงความกังวลว่า FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยภาพดังกล่าวส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 78% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยผู้เล่นในตลาดเลือกจะเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ Nvidia -3.6%, Microsoft -3.2% ขณะที่ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและช่วยให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นบ้าง อาทิ Exxon Mobil +2.0% ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.74% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.89%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.66% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กลับไม่มีความคืบหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก (ตลาดมอง ECB มีโอกาส 71% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) กดดันราคาหุ้นกลุ่มเทคฯ และบรรดาหุ้นสไตล์ Growth อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.6% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% อีกครั้ง สอดคล้องกับการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ของบรรดาผู้เล่นในตลาด ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งมีโทนการสื่อสารในเชิง Hawkish อย่างไรก็ดี เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ทว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เหนือระดับ 4.50% จะทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0 -99.6 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้างสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานการปรับลดการจ้างงาน (Challenger Job Cuts) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน พร้อมรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่าง ประธาน ECB Christine Lagrade และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE ที่ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงมั่นใจว่า ทั้งสองธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้กลับมาตึงเครียดมากขึ้นอีกครั้ง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโซนแนวต้านแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะยังอยู่ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน จึงจะสามารถเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าวได้ โดยจะมีโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ เป็นโซนแนวรับถัดไป

ทั้งนี้ เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น และการเจรจาหยุดยิงกลับไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม เงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าอยู่ โดยเฉพาะหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ซึ่งจะทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง แน่นอนภายในต้นปี 2027

อย่างไรก็ดี เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งเคยเป็นโซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เข้ามาแทรกแซงค่าเงินในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับเพิ่มสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) อย่างมีนัยสำคัญ และเราเริ่มเห็นสัญญาณการขายทำกำไร หรือปรับคำแนะนำให้ Take Profits Short JPY จากบรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติ

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.80 บาท/ดอลลาร์


แท็กที่เกี่ยวข้อง