27 ส.ค. 2569สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดา กระทบหุ้นโลกและพอร์ตลงทุนTranslatetranslatekeyboard_arrow_downWatchliststarแชร์ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ส.ค. 69 17:30 น. สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ ฉุดพรรครีพับลิกันศึกกลางเทอม กระทบต้นทุนสินทรัพย์ทั่วโลกการประกาศมาตรการภาษีรอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อแคนาดา กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน พร้อมสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดการเงินโลกในวงกว้าง ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ นักลงทุนไทยที่ถือพอร์ตหลายสินทรัพย์ควรจับตาผลกระทบลูกโซ่จากสงครามการค้าครั้งนี้อย่างใกล้ชิดแรงกระแทกต่อการค้าโลกและนโยบายดอกเบี้ยการยกระดับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดา ด้วยการเก็บภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าหลายรายการจากแคนาดา เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยภาษี 50% ต่อสินค้าสหรัฐหลายประเภท ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งพาชิ้นส่วนข้ามพรมแดนในระดับสูง ต้นทุนที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในระยะสั้นหากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed อาจจำเป็นต้องตรึงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นเติบโต โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในภาพรวม หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ความเสี่ยงอาจลุกลามไปสู่การไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลต่อหุ้นเอเชีย ตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยผ่านทั้งช่องทางการค้าและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติผลกระทบต่อหุ้นไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจับตาแม้ผลกระทบโดยตรงจากภาษีสหรัฐ-แคนาดาจะมีจำกัดต่อประเทศไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมยังมีนัยสำคัญ ทั้งจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก ความผันผวนของค่าเงิน และการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าเกษตร นักลงทุนควรระวังแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มส่งออกโดยรวม รวมถึงกลุ่มที่พึ่งพาวัตถุดิบต้นทุนสูง เช่น วัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หากราคาเหล็กและไม้แปรรูปปรับขึ้นตามกำแพงภาษี ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยอาจเพิ่มขึ้นและบีบอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงในทางกลับกัน กลุ่มผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐ เช่น ไก่แปรรูปและอาหารทะเล อาจได้อานิสงส์ในบางกรณีหากโครงสร้างการนำเข้าของสหรัฐเปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี กลุ่มที่น่าจับตาในเชิงป้องกันความเสี่ยงคือหุ้นที่อิงปัจจัยภายในประเทศหรือ Domestic Plays เช่น ค้าปลีก สาธารณูปโภค และท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความตึงเครียดทางการค้าโลก ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์บางส่วนจากทิศทางดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตาม Fed แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อของภาคธุรกิจส่งออกทองคำ ตราสารหนี้ และการจัดพอร์ตในภาวะไม่แน่นอนความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดายิ่งตอกย้ำความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของนโยบายและแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ด้านตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐหรือ Treasury อาจกลับมาเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หากตลาดเริ่มกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจผันผวนจากแรงกดดันเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงอาจพิจารณาเน้นอายุสั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทน สำหรับนักลงทุนไทย การเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตประมาณ 10-15% อาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม พร้อมติดตามสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น อสังหาริมทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทอย่างใกล้ชิดสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ทิศทางมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐและแคนาดา รวมถึงการตอบโต้รอบใหม่สัญญาณจาก Fed ว่าจะคงดอกเบี้ยสูงนานเพียงใดผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มส่งออก ธนาคาร และ Domestic Plays ในตลาดไทยการปรับสัดส่วนทองคำและตราสารหนี้เพื่อป้องกันความผันผวนของพอร์ตโดยสรุป สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังอาจสะเทือนต่อสินทรัพย์ทั่วโลก และส่งผลต่อการจัดพอร์ตของนักลงทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังคงสูงต่อเนื่อง closeลงชื่อเข้าใช้งานหรือ สมัครใช้งานฟรี เพื่อใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ efinAI และ สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่จะช่วยให้การลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นcloseกรุณาอัปเกรดแพ็กเกจเพื่ออ่านข่าวย้อนหลังและใช้งานฟีเจอร์เต็มรูปแบบแท็กที่เกี่ยวข้องสงครามการค้าภาษีนำเข้าแคนาดาFedหุ้นไทยทองคำเลือกตั้งกลางเทอมเงินเฟ้อMulti-Asset
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ส.ค. 69 17:30 น. สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ ฉุดพรรครีพับลิกันศึกกลางเทอม กระทบต้นทุนสินทรัพย์ทั่วโลกการประกาศมาตรการภาษีรอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อแคนาดา กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน พร้อมสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดการเงินโลกในวงกว้าง ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ นักลงทุนไทยที่ถือพอร์ตหลายสินทรัพย์ควรจับตาผลกระทบลูกโซ่จากสงครามการค้าครั้งนี้อย่างใกล้ชิดแรงกระแทกต่อการค้าโลกและนโยบายดอกเบี้ยการยกระดับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดา ด้วยการเก็บภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าหลายรายการจากแคนาดา เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยภาษี 50% ต่อสินค้าสหรัฐหลายประเภท ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งพาชิ้นส่วนข้ามพรมแดนในระดับสูง ต้นทุนที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในระยะสั้นหากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed อาจจำเป็นต้องตรึงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นเติบโต โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในภาพรวม หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ความเสี่ยงอาจลุกลามไปสู่การไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลต่อหุ้นเอเชีย ตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยผ่านทั้งช่องทางการค้าและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติผลกระทบต่อหุ้นไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจับตาแม้ผลกระทบโดยตรงจากภาษีสหรัฐ-แคนาดาจะมีจำกัดต่อประเทศไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมยังมีนัยสำคัญ ทั้งจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก ความผันผวนของค่าเงิน และการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าเกษตร นักลงทุนควรระวังแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มส่งออกโดยรวม รวมถึงกลุ่มที่พึ่งพาวัตถุดิบต้นทุนสูง เช่น วัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หากราคาเหล็กและไม้แปรรูปปรับขึ้นตามกำแพงภาษี ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยอาจเพิ่มขึ้นและบีบอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงในทางกลับกัน กลุ่มผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐ เช่น ไก่แปรรูปและอาหารทะเล อาจได้อานิสงส์ในบางกรณีหากโครงสร้างการนำเข้าของสหรัฐเปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี กลุ่มที่น่าจับตาในเชิงป้องกันความเสี่ยงคือหุ้นที่อิงปัจจัยภายในประเทศหรือ Domestic Plays เช่น ค้าปลีก สาธารณูปโภค และท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความตึงเครียดทางการค้าโลก ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์บางส่วนจากทิศทางดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตาม Fed แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อของภาคธุรกิจส่งออกทองคำ ตราสารหนี้ และการจัดพอร์ตในภาวะไม่แน่นอนความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดายิ่งตอกย้ำความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของนโยบายและแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ด้านตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐหรือ Treasury อาจกลับมาเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หากตลาดเริ่มกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจผันผวนจากแรงกดดันเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงอาจพิจารณาเน้นอายุสั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทน สำหรับนักลงทุนไทย การเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตประมาณ 10-15% อาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม พร้อมติดตามสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น อสังหาริมทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทอย่างใกล้ชิดสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ทิศทางมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐและแคนาดา รวมถึงการตอบโต้รอบใหม่สัญญาณจาก Fed ว่าจะคงดอกเบี้ยสูงนานเพียงใดผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มส่งออก ธนาคาร และ Domestic Plays ในตลาดไทยการปรับสัดส่วนทองคำและตราสารหนี้เพื่อป้องกันความผันผวนของพอร์ตโดยสรุป สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังอาจสะเทือนต่อสินทรัพย์ทั่วโลก และส่งผลต่อการจัดพอร์ตของนักลงทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังคงสูงต่อเนื่อง
สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ ฉุดพรรครีพับลิกันศึกกลางเทอม กระทบต้นทุนสินทรัพย์ทั่วโลกการประกาศมาตรการภาษีรอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อแคนาดา กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน พร้อมสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดการเงินโลกในวงกว้าง ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ นักลงทุนไทยที่ถือพอร์ตหลายสินทรัพย์ควรจับตาผลกระทบลูกโซ่จากสงครามการค้าครั้งนี้อย่างใกล้ชิดแรงกระแทกต่อการค้าโลกและนโยบายดอกเบี้ยการยกระดับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดา ด้วยการเก็บภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าหลายรายการจากแคนาดา เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยภาษี 50% ต่อสินค้าสหรัฐหลายประเภท ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งพาชิ้นส่วนข้ามพรมแดนในระดับสูง ต้นทุนที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในระยะสั้นหากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed อาจจำเป็นต้องตรึงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นเติบโต โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในภาพรวม หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ความเสี่ยงอาจลุกลามไปสู่การไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลต่อหุ้นเอเชีย ตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยผ่านทั้งช่องทางการค้าและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติผลกระทบต่อหุ้นไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจับตาแม้ผลกระทบโดยตรงจากภาษีสหรัฐ-แคนาดาจะมีจำกัดต่อประเทศไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมยังมีนัยสำคัญ ทั้งจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก ความผันผวนของค่าเงิน และการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าเกษตร นักลงทุนควรระวังแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มส่งออกโดยรวม รวมถึงกลุ่มที่พึ่งพาวัตถุดิบต้นทุนสูง เช่น วัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ หากราคาเหล็กและไม้แปรรูปปรับขึ้นตามกำแพงภาษี ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยอาจเพิ่มขึ้นและบีบอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงในทางกลับกัน กลุ่มผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐ เช่น ไก่แปรรูปและอาหารทะเล อาจได้อานิสงส์ในบางกรณีหากโครงสร้างการนำเข้าของสหรัฐเปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี กลุ่มที่น่าจับตาในเชิงป้องกันความเสี่ยงคือหุ้นที่อิงปัจจัยภายในประเทศหรือ Domestic Plays เช่น ค้าปลีก สาธารณูปโภค และท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความตึงเครียดทางการค้าโลก ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์บางส่วนจากทิศทางดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตาม Fed แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อของภาคธุรกิจส่งออกทองคำ ตราสารหนี้ และการจัดพอร์ตในภาวะไม่แน่นอนความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและแคนาดายิ่งตอกย้ำความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของนโยบายและแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ด้านตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐหรือ Treasury อาจกลับมาเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หากตลาดเริ่มกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจผันผวนจากแรงกดดันเงินเฟ้อ นักลงทุนจึงอาจพิจารณาเน้นอายุสั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทน สำหรับนักลงทุนไทย การเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตประมาณ 10-15% อาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม พร้อมติดตามสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น อสังหาริมทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทอย่างใกล้ชิดสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ทิศทางมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐและแคนาดา รวมถึงการตอบโต้รอบใหม่สัญญาณจาก Fed ว่าจะคงดอกเบี้ยสูงนานเพียงใดผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มส่งออก ธนาคาร และ Domestic Plays ในตลาดไทยการปรับสัดส่วนทองคำและตราสารหนี้เพื่อป้องกันความผันผวนของพอร์ตโดยสรุป สงครามการค้าสหรัฐ-แคนาดารอบใหม่ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นการเมืองภายในของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังอาจสะเทือนต่อสินทรัพย์ทั่วโลก และส่งผลต่อการจัดพอร์ตของนักลงทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังคงสูงต่อเนื่อง