ตลาดหุ้นสิงคโปร์กำลังสะท้อนภาพการลงทุนที่ซับซ้อนกว่าธีมความเสี่ยงมหภาคทั่วไป แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่หุ้นขนาดเล็กของสิงคโปร์กลับปรับขึ้นแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปตลาด รวมถึงสภาพคล่องที่ดีขึ้นจากนโยบายภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ วันที่ 13 พฤษภาคม ดัชนี FTSE ST Small Cap ปรับขึ้น 15% นับจากปิดตลาดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันก่อนที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน ขณะที่ดัชนี Straits Times Index (STI) ซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัว เช่น DBS Group Holdings และ Singapore Airlines ขยับขึ้นเพียง 0.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนดัชนีหลักบางแห่งในเอเชียยังทำผลงานดีกว่า เช่น Nikkei Stock Average ของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น 7.5%
แรงหนุนจากการปฏิรูปตลาดและธีมโครงสร้างพื้นฐาน
การปรับตัวที่โดดเด่นของหุ้นขนาดเล็กไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนว่ากระแสเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่บริษัทที่มีศักยภาพเติบโตเฉพาะตัว หนึ่งในตัวอย่างคือ Nordic Group ผู้ให้บริการงานอุตสาหกรรมและระบบห้องคลีนรูมสำหรับเครื่องจักรความแม่นยำสูง ซึ่งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 15% นับจาก 27 กุมภาพันธ์ บริษัทระบุว่ากำลังขยายฐานรายได้จากธุรกิจเดิมไปสู่รายได้ประจำมากขึ้น เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของการเติบโตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังได้รับแรงหนุนจากการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดย Micron Technology ของสหรัฐฯ ประกาศแผนลงทุน 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสิงคโปร์ตลอด 10 ปี ซึ่งช่วยหนุนธีมการลงทุนด้านชิปและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้หุ้นในห่วงโซ่อุปทานบางส่วนได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น
ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ยังเป็นดาวเด่น
อีกหนึ่งบริษัทที่สะท้อนกระแสหุ้นขนาดเล็กของสิงคโปร์คือ Info-Tech Systems ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์บริหารทรัพยากรบุคคลและบัญชีสำหรับสตาร์ทอัพและ SME ในหลายภูมิภาค บริษัทมีกำไรหลังปรับปรุงภาษีปี 2025 เพิ่มขึ้น 46% เป็น SG$18 ล้าน และราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 31% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนมุมมองเชิงบวกของตลาดต่อธุรกิจที่ขยายตัวได้จากการรุกตลาดภูมิภาคและการพัฒนาสินค้าให้ใช้งานง่ายขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวทำให้หุ้นขนาดเล็กในสิงคโปร์ได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกของนักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตนอกเหนือจากหุ้นบลูชิพ แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตามข่าวเชิงลบเพียงด้านเดียว หากยังประเมินศักยภาพของแต่ละบริษัทควบคู่กันไป
นโยบายภาครัฐช่วยดึงสภาพคล่องกลับสู่ตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศลงทุนคือการดำเนินมาตรการปฏิรูปตลาดของ Monetary Authority of Singapore (MAS) และ SGX ซึ่งเริ่มทบทวนแนวทางตั้งแต่ปี 2024 และตั้งแต่ปีที่แล้วได้อัดเงิน SG$6.5 billion ให้กับผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนในหุ้นสิงคโปร์ พร้อมมาตรการภาษีจูงใจสำหรับผู้จัดการสินทรัพย์ รวมถึงการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
มาตรการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของสิงคโปร์ในการยกระดับเสน่ห์ของตลาดทุนในประเทศ และเริ่มเห็นผลผ่านการไหลกลับของเงินลงทุนสู่หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำกว่าเดิม เมื่อประกอบกับธีมอุตสาหกรรมใหม่อย่างเซมิคอนดักเตอร์และการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล จึงทำให้หุ้นขนาดเล็กมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดโดยรวมในช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังผันผวน
สำหรับนักลงทุน ข่าวนี้สะท้อนว่าโอกาสในตลาดสิงคโปร์อาจไม่ได้อยู่แค่ในหุ้นใหญ่ที่คุ้นชื่อ แต่ยังอยู่ในหุ้นขนาดเล็กที่ได้รับแรงส่งจากนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน