กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.06 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.06 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 เม.ย. 69 9:04: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.06 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.96-32.07 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากกระแสข่าวว่า ทางการอิสราเอลกับเลบานอน ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางจะไม่ได้ทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ก่อนที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้อานิสงส์จากความหวังรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ AMD +7.8%, Microsoft +2.2% ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.26% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.36%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน เช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 4.31% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเมินว่า FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ราว 38% (ลดลงเล็กน้อยจาก 41% ในช่วงเดียวกันของวันก่อนหน้า) โดยเรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED

ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนจะมีผลกระทบต่อตลาดบอนด์มากขึ้น ยิ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ได้มีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทาง ในกรอบ Sideways แม้จะถูกกดดันบ้างจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่พยุงไม่ให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 98.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.1-98.3 จุด) ใน

ส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง แต่ยังคงสามารถเคลื่อนไหวแถวโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ FED, BOE และ ECB ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักดังกล่าว โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 1-2 ครั้ง ขณะที่ FED อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 1 ครั้ง ในปีนี้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยในช่วงนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก โดยหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ข้างหน้าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการจ่ายปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะสามารถช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ (จากงานวิจัยและบทวิเคราะห์ที่เราค้นคว้ามา พบว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทมากที่สุดในช่วง +/-5 วัน จากสัปดาห์ที่มีการจ่ายเงินปันผล และยอดการจ่ายเงินปันผลราว 1 แสนล้านบาท อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%)

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อ เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างรวดเร็ว คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านแรกแถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติ เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาท/ดอลลาร์



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ