กองทุนบำนาญญี่ปุ่นขนาดเล็กทำผลตอบแทนชนะ GPIF หลังเพิ่มน้ำหนักหุ้นโลก
กองทุนบำนาญญี่ปุ่นขนาดเล็กหลายแห่งสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า Government Pension Investment Fund (GPIF) ในปีการเงิน 2025 โดยได้แรงหนุนจากการปรับน้ำหนักลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศและหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่สูงขึ้นยังส่งผลกดดันต่อมูลค่าพันธบัตรในพอร์ตการลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่ด้วย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า KKR ทำผลตอบแทนได้ 18.55% สำหรับปีการเงินสิ้นสุดเดือนมีนาคม สูงกว่า GPIF ที่ทำได้ 16.47% ขณะที่ PMAC สร้างผลตอบแทน 18.27% และ PAL อยู่ที่ 17.4% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพตลาดโลกสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนได้ในช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว
แม้ GPIF จะเป็นกองทุนบำนาญของญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารอยู่ที่ 293 ล้านล้านเยน ณ วันที่ 31 มีนาคม แต่ขนาดที่ใหญ่ก็ทำให้การปรับพอร์ตทำได้ช้ากว่าและต้องคุมความคลาดเคลื่อนจาก benchmark อย่างใกล้ชิด ส่วน KKR มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 12 ล้านล้านเยน, PAL อยู่ที่ 41 ล้านล้านเยน และ PMAC อยู่ที่ 6 ล้านล้านเยน
ข่าวระบุว่ากองทุนขนาดเล็กหลายแห่งมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย KKR มีสัดส่วนหุ้นต่างประเทศเกือบ 29% และถือพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเพียง 21.5% ณ สิ้นปีการเงิน 2025 ขณะที่ PAL และ PMAC ใช้แนวทาง rebalance ตามภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาด เพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการลงทุนและคว้าโอกาสจากสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มปรับขึ้น
ในทางกลับกัน GPIF แม้มีความได้เปรียบด้านขนาดและการกระจายความเสี่ยง แต่กลับทำผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีอ้างอิงรวม 0.18 จุด ในปีการเงิน 2025 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางเลือก เช่น หุ้นนอกตลาดและอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ทันการปรับขึ้นแรงของหุ้นจดทะเบียนในช่วงเดียวกัน
ปัจจัยที่ทำให้กองทุนขนาดเล็กทำผลงานเด่นกว่า
- เพิ่มน้ำหนักใน หุ้นต่างประเทศ ที่ได้อานิสงส์จากกระแสฟื้นตัวของตลาดโลก
- ลดการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น
- ใช้การ rebalance ที่คล่องตัวกว่ากองทุนขนาดใหญ่
- รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าในช่วงตลาดขาขึ้น
กรณีของกองทุนบำนาญญี่ปุ่นในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่า การจัดสรรสินทรัพย์ และ ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ขนาดของกองทุน โดยเฉพาะเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนเร็วและสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนสถาบันจึงต้องสมดุลระหว่างการควบคุมความเสี่ยง การติดตาม benchmark และการหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด