
Bitkub มอง Privacy คือโครงสร้างพื้นฐานคริปโทฯ ในยุคถัดไป ชี้โจทย์ไทยคือต้องบาลานซ์ระหว่างนวัตกรรม AML และสิทธิข้อมูลประชาชน
นายพงศกร สุตันตยาวลี Chief Coin Listing Officer of Bitkub Online เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเข้าสู่ยุคที่สอง หลังจากยุคแรกที่ Bitcoin ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เงินดิจิทัลแบบไม่ต้องพึ่งตัวกลางสามารถเกิดขึ้นได้จริง
แต่นายพงศกร มองว่า โจทย์สำคัญของคริปโทฯ ยุคต่อไปไม่ได้อยู่เพียงแค่การกระจายศูนย์หรือความโปร่งใสเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ระบบการเงินบนบล็อกเชนสามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ โดยที่ยังให้หน่วยงานกำกับเข้ามาตรวจสอบได้
นายพงศกร ระบุว่า Bitcoin ถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่าการโอนเงินแบบ peer-to-peer นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยที่ไม่ต้องมีตัวกลางควบคุมระบบ และยังสามารถตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่ายได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Bitcoin ยังมีข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัว โดยผู้ส่งเงินยังสามารถถูกตามรอยได้ ผู้รับเงินยังสามารถถูกเชื่อมโยงได้ว่ารับเงินมาจากใคร อีกทั้งจำนวนเงินก็ยังถูกเปิดเผยอยู่บนเชน
“ในโลกการเงินปกติ ไม่มีใครเอา Bank Statement ของตัวเองไปเปิดต่อสาธารณะว่าใครโอนเงินมาให้ หรือโอนมาเท่าไร เช่นเดียวกับธุรกิจที่คงไม่อยากให้คู่แข่งเห็นว่าใช้ซัพพลายเออร์รายไหน มี movement ทางการเงินอย่างไร หรือจ่ายเงินเดือนเท่าไร” นายพงศกร กล่าว
ดังนั้น หากจะทำให้บล็อกเชนเกิดการใช้งานจริงในวงกว้าง นายพงศกร มองว่า Privacy ไม่ใช่เพียงฟีเจอร์เสริม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการใช้งานจริง เพราะระบบไม่ควรทำให้ผู้ใช้งานสามารถถูกสอดส่องได้ตลอดเวลา
นายพงศกรกล่าวว่า Privacy ที่ดีควรถูกอธิบายว่าเป็น “สิทธิในการควบคุมข้อมูลทางการเงินของตัวเอง” ไม่ใช่ “สิทธิในการทำผิดกฎหมาย”
โดยเขายกตัวอย่างว่า ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม ประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้สามารถไปดูบัญชีคนอื่นได้ แต่ธนาคาร หน่วยงานภาษี หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง
ในมุมของนายพงศกร เทคโนโลยีบล็อกเชนจึงควรพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับระบบการเงินดั้งเดิม คือไม่ทำให้ข้อมูลทางการเงินของประชาชนถูกเปิดเผยต่อสาธารณะตลอดเวลา แต่ก็ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบตามกฎหมายได้เมื่อมีความจำเป็น
นายพงศกรมองว่า หากไม่มี Privacy ระบบการเงินบนบล็อกเชนอาจไม่สามารถถูกใช้งานในวงกว้างได้จริง แต่หาก Privacy ถูกออกแบบอย่างสุดโต่งจนไม่เปิดทางให้ผู้ที่จำเป็นต้องตรวจสอบเข้ามาทำหน้าที่ได้ ก็อาจไม่ถูกยอมรับในเชิงกฎหมายเช่นกัน
นายพงศกรยกตัวอย่าง Zcash ว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์ Privacy โดยตรง ไม่ใช่เพียงการทำให้ธุรกรรมตามรอยยากขึ้นด้วยการเพิ่มข้อมูลจำนวนมากเข้าไปในระบบ
โดย Zcash ใช้เทคโนโลยี Zero Knowledge Proof เพื่อให้เครือข่ายสามารถตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของธุรกรรมนั้น
ระบบของ Zcash มีที่อยู่กระเป๋าอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ โหมดโปร่งใส หรือ Transparent Address ที่ทำงานคล้าย Bitcoin และโหมดความเป็นส่วนตัว หรือ Shielded Address ซึ่งจะเข้ารหัสข้อมูลผู้ส่ง ผู้รับ และจำนวนเงิน ขณะที่ตัวธุรกรรมและค่าธรรมเนียมยังคงถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนสาธารณะ
นายพงศกรมองว่า จุดที่น่าสนใจของ Zcash คือเครื่องมือที่เรียกว่า Viewing Key ซึ่งเปิดทางให้เจ้าของกระเป๋าสามารถมอบสิทธิ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่สามเข้ามาดูข้อมูลธุรกรรมได้ ในกรณีที่มีความจำเป็น
แนวคิดนี้คล้ายกับข้อมูลบัญชีธนาคารในโลกปกติ ที่ไม่ได้ถูกเปิดให้คนทั้งโลกเห็น แต่เจ้าของบัญชีสามารถอนุญาตให้บางหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น การตรวจสอบบัญชี ภาษี การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือการป้องกันการฟอกเงิน
ในมุมมองของนายพงศกร Zcash จึงไม่ได้เสนอแนวคิดแบบสุดโต่งว่า “ต้องไม่มีใครตรวจสอบอะไรได้เลย” แต่มองว่า “คนทั้งโลกไม่ควรถูกสอดส่องตลอดเวลา” โดยเป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวและความสามารถในการตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม นายพงศกรชี้ว่า Zcash ยังมีโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อ ทั้งการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น การผลักดันให้กระดานเทรดรองรับมากขึ้น รวมถึงความท้าทายสำคัญด้านการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ นายพงศกรยังกล่าวถึง Ethereum ว่าเป็นอีกเครือข่ายที่เริ่มให้ความสำคัญกับ Privacy มากขึ้น โดยโรดแมปของ Ethereum Foundation มีทิศทางที่จะผลักดันให้ Privacy กลายเป็นเรื่องพื้นฐาน หรือ Privacy as the Default
สอดคล้องกับโรดแมปใหม่ของ Ethereum ที่ในเดือนกันยายน ปี 2025 ที่ผ่านมา ได้เปิดแผนเพื่อเสริมฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัวให้กับเครือข่าย Ethereum พร้อมรีแบรนด์โครงการ Privacy & Scaling Explorations เป็น Privacy Stewards of Ethereum หรือ PSE
โดย Ethereum Foundation ตั้งเป้าว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า จะพัฒนาฟีเจอร์สำคัญ เช่น การโอนเหรียญแบบส่วนตัวผ่านเลเยอร์ 2 PlasmaFold, ระบบโหวตที่ปิดบังข้อมูลของผู้ใช้ และการเพิ่มความเป็นส่วนตัวในแอป DeFi
นอกจากนี้ Ethereum Foundation ยังมีแผนแก้ปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลจากบริการ RPC รวมถึงการพัฒนาโซลูชันยืนยันตัวตนด้วย Zero-Knowledge Proofs หรือ ZK-Proofs ซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดจริง
นายพงศกรมองว่า การที่เครือข่ายขนาดใหญ่อย่าง Ethereum เริ่มเดินหน้าเรื่อง Privacy และนำมาใช้ร่วมกับระบบสัญญาอัจฉริยะ สะท้อนว่า Privacy กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ และสามารถอยู่ร่วมกับระบบการเงินแบบโปรแกรมได้ หรือ Programmable Finance
สำหรับประเทศไทย Privacy Coin ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ โดย ก.ล.ต. เคยออกประกาศเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2565 ย้ำว่า ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถนำ Privacy Coin มาให้บริการซื้อขายในกระดานเทรด หรือให้บริการแก่ผู้ลงทุนได้
ประกาศดังกล่าวอ้างอิงหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2565 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องไม่นำ Privacy Coin มาให้บริการแก่ผู้ลงทุน
นายพงศกร กล่าวถึงกรอบดังกล่าวว่า ภายใต้กรอบปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการที่เม็ดเงินจากอาชญากรรมข้ามชาติอาจใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางผ่าน ซึ่งเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ในมุมของการกำกับดูแล
นายพงศกรมองว่า ในเชิงเทคโนโลยี ควรแยกให้ออกระหว่าง Privacy Technology กับการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Zero Knowledge Proof ที่ Zcash ใช้ มันสามารถช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ขณะเดียวกันยังสามารถออกแบบให้มี selective disclosure หรือการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะกับผู้ที่ควรเห็น ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมได้ด้วย
“หากประเทศไทยจะเปิดรับเทคโนโลยีลักษณะนี้ ต้องชูแนวคิด Compliance-first Privacy เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในอนาคต ที่ช่วยให้ระบบการเงินดิจิทัลสามารถรักษาสิทธิส่วนตัวของผู้ใช้งาน และกำกับดูแลได้ไปพร้อมกัน” นายพงศกร กล่าว
นายพงศกรย้ำว่า สิ่งที่เขานำเสนอไม่ใช่มุมมองสุดโต่ง แต่เป็นแนวทางสายกลาง ซึ่งความเป็นส่วนตัวของข้อมูลยังคงอยู่ ขณะที่การกำกับดูแลที่ดีก็ยังสามารถทำได้ และควรทำได้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี
นายพงศกรชี้ว่า อนาคตของคริปโทเคอร์เรนซีอาจไม่ใช่แค่เรื่อง decentralization หรือ transparency แต่เป็นเรื่องของ “Accountable Privacy” หรือความเป็นส่วนตัวที่ตรวจสอบได้
ผู้บริหาร Bitkub เสริมว่า Bitcoin สอนให้เห็นว่า โลกสามารถมีเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางได้ ขณะที่ Zcash แสดงให้เห็นว่าสามารถออกแบบเงินดิจิทัลที่ปกป้องข้อมูลผู้ใช้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่จำเป็นต้องตรวจสอบเข้ามาตรวจสอบได้เช่นกัน
ในด้านหน่วยงานกำกับดูแล เขามองว่า บทบาทสำคัญของ ก.ล.ต. คือการสร้างสมดุลระหว่าง Innovation, Investor Protection, AML/CFT และสิทธิด้านข้อมูลของประชาชน
นายพงศกร ระบุว่า หากพูดถึง Privacy ว่าเป็นเรื่องผิด เป็นการหลบเลี่ยงกฎหมาย หรือหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เรื่องนี้ก็จะถูกมองไปในทิศทางนั้น แต่หากพูดถึง Privacy ในมุมที่ถูกต้อง มันคือการออกแบบระบบการเงินยุคใหม่ที่มนุษย์ยังมีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน
เมื่อถามถึงประเด็นว่า Travel Rule ที่คาดว่า ก.ล.ต. จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ จะขัดกับแนวคิดของ Privacy Coin หรือไม่
นายพงศกรระบุว่า Travel Rule ไม่ใช่เรื่องใหม่ และหากต่างประเทศยังสามารถอยู่ร่วมกับระบบนิเวศของสินทรัพย์ที่มีฟีเจอร์ด้าน Privacy ได้ ก็ควรตั้งคำถามว่า ประเทศไทยสามารถประยุกต์ใช้แนวทางในลักษณะเดียวกันได้หรือไม่
ผู้บริหาร Bitkub เสริมว่า วิธีหนึ่งที่อาจพิจารณาได้คือ การให้บริการเฉพาะส่วนที่มีความโปร่งใส หรือส่วนที่ไม่ปิดบังธุรกรรม เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดข้อกังวลของหน่วยงานกำกับดูแลด้วย
อย่างไรก็ตาม นายพงศกรมองว่า ประเด็นสำคัญของ Travel Rule ไม่ได้อยู่แค่การให้ผู้ใช้งานกรอกหรือเปิดเผยข้อมูลธุรกรรม แต่ต้องดูต่อไปว่า หากเกิดปัญหาขึ้นจริง ข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ตรวจสอบเส้นทางเงิน ติดตามผู้เกี่ยวข้อง หรือใช้เป็นหลักฐานตามที่หน่วยงานรัฐต้องการได้จริงหรือไม่
นายพงศกร ชี้ว่า หากระบบสามารถให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลได้ แต่เมื่อเกิดเหตุจริงกลับไม่สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ตรวจสอบหรือติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ลึกกว่าแค่การปฏิบัติตามขั้นตอนในเชิงเอกสาร
ในอีกประเด็นหนึ่ง นายพงศกรกล่าวถึง Quantum Computing ว่า ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับที่จะเจาะเข้าระบบของ Bitcoin หรือ Ethereum ได้ และการพูดว่าเป็นภัยทันทีอาจเป็นการตื่นตระหนกเกินไป
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ความเสี่ยงด้านควอนตัมนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ยังไม่ใช่ปัญหาของวันนี้ แต่เป็นปัญหาที่ต้องเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง
นายพงศกร เสริมว่า หากวันหนึ่ง Quantum Computing มีความสามารถมากพอ ก็อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการถอดรหัสหรือค้นหา private key จาก public key ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลธุรกรรมถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ นายพงศกรมองว่า เทคโนโลยีด้าน Privacy ก็อาจเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงบางส่วน เพราะสามารถปกปิดข้อมูลผู้โอน ผู้รับโอน และจำนวนธุรกรรมได้ แม้ในอนาคตการแก้ปัญหา Quantum อาจเกิดจากเทคนิคอื่นหรือวิธีอื่นร่วมด้วย
นายพงศกรมองว่า Privacy ไม่ใช่เพียงกระแสหรือเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการ mass adoption ในบล็อกเชนได้ และเป็นหนึ่งในชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน
การใช้งานคริปโทในวงกว้างจะไม่เกิดขึ้นกับระบบที่ บังคับให้ทุกคนต้องเปิดเผยชีวิตทางการเงินของตัวเองต่อสาธารณะ แต่จะเกิดขึ้นกับระบบที่คนทั่วไป ธุรกิจ และสถาบันต่าง ๆ เห็นตรงกันว่า ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จะได้รับการปกป้อง ธุรกรรมที่ถูกกฎหมายสามารถใช้งานได้จริง และเมื่อจำเป็นต้องตรวจสอบ ก็มีช่องทางตรวจสอบที่เป็นธรรมให้ใช้งานได้

Digital Asset Reporter, efinanceThai