ในที่สุดโครงการ"คนละครึ่ง" ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ในชื่อใหม่ "คนละครึ่งพลัส" ที่รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเป็นเรือธง ในนโยบาย Quick Big Win โดยใช้งบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว โดยจะเปิดให้ประชาชน 20 ล้านคน ลงทุนทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20-26 ต.ค. นี้ และเริ่มใช้สิทธิระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-31 ธ.ค.
ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ประกาศชัดเจนว่า คนละครึ่งพลัสถือเป็นมาตรการเร่งด่วน ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ จากพลังในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3-0.4% และทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่ม
โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ประกอบด้วย เพิ่มช่วงอายุประชาชน ตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป เพิ่มวงเงินใช้จ่าย รับสิทธิสูงสุด 200 บาท/คน/วัน เพิ่มสิทธิพิเศษประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษี ได้ 2,000 บาทต่อคน และประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี 2,400 บาท/คน ตลอดโครงการ เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการรายย่อย ไมโครเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการ และเพิ่มทักษะใหม่ทางการเงินดิจิทัล
มาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ขณะที่วงเงินงบประมาณรวมในการดำเนินการรวม 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจของปีงบประมาณ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท และจากโครงการเติมเติมเงินในบัตรสวัสดิการในช่วงก่อนหน้า ประมาณ 23,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3-0.4% เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่ม
การนำคนละครึ่งกลับมาครั้งนี้ เพราะรัฐบาลยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายของปีนี้มีแนวโน้มติดลบ ขณะที่หลายค่ายเศรษฐกิจมองว่าปีนี้จีดีพีอาจจะโตเพียงแค่ 2.2-2.3% เท่านั้น หลังจากเครื่องจักรเศรษฐกิจหลายๆ ตัวไม่สามารถเดินเครื่องได้ตามเป้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ที่เคยเป็นตัวหลักสำคัญ แต่ปีนี้กลับทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะรายงานล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยตั้งแต่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 68 มีจำนวนสะสม 23.45 ล้านคน ลดลง 7.44% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ช่วงวันหยุดยาว Golden Week หรือวันชาติของจีน วันที่ 26 ก.ย. - 6 ต.ค. จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 22,000 คน โดยตัวเลขวันที่ 26 ก.ย. - 2 ต.ค. มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมกว่า 580,000 คน ซึ่ง 1 ใน 5 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่ตลอดทั้งปีต้องยอมรับว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป้าหมายหลักลดลง
กลับมาที่คนละครึ่ง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นมาตรการที่น่าจะถูกใจประชาชนคนใช้จ่ายค่อนข้างมาก หลังจากเคยเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไรก็ดีสำหรับฝั่งร้านค้ารายเล็ก รายย่อย อาจจะไม่ถูกใจคนขายเหมือนเมื่อก่อนแล้วก็เป็นได้ แม้จะเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย หลังจากมีเสียงแม่ค้า พ่อค้า หลายรายบอกว่า ภายหลังสมัครเข้าร่วมโครงการเมื่อครั้งก่อน แล้วโดนเก็บภาษีย้อนหลังแบบคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นหลายร้านค้า เลยอาจจะยังขยาด โดยเฉพาะร้านใหม่ๆ ที่อาจจะกำลังคิดหนักว่าจะเข้าร่วมโครงการรอบนี้หรือไม่ ถึงแม้ว่าท่าน รมว.คลัง จะยืนยันว่าจะไม่มีการส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรก็ตาม
ดังนั้นวันที่ 15 ต.ค. นี้ ที่จะเป็นวันแรกของการลงทะเบียนสำหรับร้านค้า คงจะได้เห็นกันว่าความกังวลเรื่องการตรวจสอบภาษีในอดีตจะมีผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายภาษีมากขึ้นกว่า เพราะหากร้านค้าต้องนำรายได้จากการขายสินค้าในโครงการฯ มาหักค่าใช้จ่าย ก็อาจไม่คุ้มค่า ซึ่งรัฐบาลอาจต้องมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับร้านค้า หรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเพิ่มด้วยหรือไม่
เพราะต่อให้คนจ่ายพร้อมจ่าย แต่ถ้าคนขายไม่เข้าร่วม หรือเข้าร่วมน้อยหลาย เพราะติดปัญหาเรื่องการจ่ายภาษีย้อนหลัง ก็อาจจะทำให้โครงการไม่ปังอย่างที่รัฐบาลตั้งใจ และส่งผลกระทบทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เป็นไปตามเป้าได้เช่นกัน และหากเป็นแบบนั้น ก็คงต้องมาดูกันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากโครงการนี้จะมีอะไรที่ตรงจุด ตรงใจประชาชนได้อีก










